แม่ค้าขายขนมจีบความจริงแล้วว่ารับขนมจีบมาจากที่อื่น 

จากข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดนั่นก็คือเรื่องของที่มีแม่ค้าผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธอได้ทำการขายขนมจีบโดยการนั่งรถมอเตอร์ไซค์แนะนำขนมจีบมาขายข้างทางได้มีคุณยายคนหนึ่งมีอายุประมาณ 60 ปีซึ่งคุณยายคนนี้เป็นหนึ่งในคนที่ได้ทำการซื้อขนมจีบ

จากผู้หญิงคนที่ขายข้างทาง ซึ่งหลังจากนั้นผ่านไปไม่นานผู้หญิงคนนั้นหรือก็คือคนแก่คนนั้นได้เริ่มท้องเสียมากขึ้นจนสุดท้ายก็ได้เสียชีวิตลงไปตำรวจได้พยายามค้นหาว่าใครที่ซื้อบ้านแล้ว

หาข้อมูลได้ก็ไปหาคนที่ซื้อขนมจีบคนที่ซื้อขนมจีบจากแม่ค้าคนเดียวกันนั้นก็บอกว่าตนก็ท้องเสียเช่นเดียวกันแต่ไม่ได้ถึงตายซึ่งทางตำรวจได้ไปสัมภาษณ์และได้ไปสอบถามพ่อของผู้หญิงที่ขายขนมจีบซึ่งพ่อของผู้หญิงที่ขายขนมจีบนั้นบอกว่าลูกสาวของเขานั้นเป็นคนที่ขายขนมจีบมานานมากแล้วมากกว่า 1 ปีด้วยซ้ำ

ซึ่งจริงๆแล้วลูกสาวของเขาไม่ได้เป็นคนทำขนมจีบขึ้นมาเองแต่เธอได้ไปซื้อขนมจีบและน้ำจิ้มขนมจีบมาจากร้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปีด้วยซ้ำซึ่งจริงๆแล้วลูกสาวของเขาไม่ได้เป็นคนทำขนมจีบขึ้นมาเองแต่เธอได้ไปซื้อขนมจีบและน้ำจิ้มขนมจีบมาจากร้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดฉะเชิงเทราไม่มีวันไหนเลยที่เธอ ทำขนมด้วยตัวเองมักจะไปซื้อของจากร้านที่จังหวัดฉะเชิงเทราทุกๆครั้งปกติจะขายหมด

ตั้งแต่ช่วงนี้ยังไม่ถึง 13:30 เขายืนยันว่าเธอไม่ได้ใส่สารผิดอย่างแน่นอน หลังจากที่ตำรวจได้รับฟังก็ยังไม่ค่อยเชื่อใจสักเท่าไหร่ดังนั้นจึงได้ทำการตรวจดูขนมจีบอย่างเคร่งครัดและละเอียดอ่อนจนสุดท้ายก็สามารถเห็นว่าไม่มีสารอันตรายอยู่ในน้ำจิ้มของขนมจีบแม่ค้าคนที่ขายนั้นก็ได้บอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนใส่เอง

ซึ่งเธอนั้นรับมาจริงๆและไม่ได้ดัดแปลงอะไรเลยเพื่อนฉันจะเข้าถึงอันใหม่แล้วค่อยนำไปขายซึ่งนอกจากนั้นเธอยังบอกอีกว่าจริงๆแล้วเธอก็ได้รับประทานน้ำจิ้มและขนมจีบเข้าไปแล้วเช่นกันซึ่งเธอก็ได้อาการท้องเสียแล้วเหมือนกัน

แต่ว่าเธอก็นำยางไปขายต่อเพราะคิดว่าอาจจะเป็นเพราะตัวเองท้องไส้ไม่ดีมาตั้งนานแล้วจึงคิดว่าอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับน้ำจิ้มและขนมจีบของตัวเองที่จะนำไปขายดังนั้นจึงนำไปขายต่อและตัวเองได้บอกอีกว่าไม่ได้รู้จริงๆว่ามีสารอันตรายอยู่ในขนมจีบของตัวเอง

ซึ่งเธอได้ยินยันว่าเธอจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้วแล้วก็จะไปขอขมาครอบครัวของคุณยายที่ได้เสียชีวิตลงซึ่งตอนนี้เธอก็กำลังรอให้ศาลพิพากษาว่าเธอจะโดนรับโทษแบบไหนค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk888

พนักงานสาวการบินไทยตัดสินใจกระโดดตึกตาย

เครียดไม่มีเงินใช้ งานก็ไม่ได้ไปทำเพราะพิษโควิด-19  พนักงานสาวการบินไทยตัดสินใจกระโดดตึกตาย

           รายงานแจ้งไปที่สถานีตำรวจ สน. ลาดกระบังมีหญิงสาวคนหนึ่งได้ทำการกระโดดตึกฆ่าตัวตายโดยเธอร่วงลงมาจากชั้น 7 ของคอนโดหลังจากทราบเรื่องทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและมูลนิธิปอเต็กตึ้งก็พากันเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

ซึ่งที่นั่นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพนางสาวแหม่มนอนเสียชีวิตอยู่ตรงบริเวณทางเท้าด้านข้างของคอนโดจากการสอบถามผู้คนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุทราบว่าหญิงสาวพักอาศัยอยู่ที่คอนโดดังกล่าวซึ่งอยู่อาคารบี โดยเธออาศัยอยู่ที่ห้องเพียงคนเดียวในขณะที่กำลังสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์

คนอื่นอยู่นั้นก็มีพ่อของนางสาวแหม่มเดินมาให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยคุณพ่อของผู้เสียชีวิตแจ้งว่าตนเองอยู่คนละที่กับลูกสาวซึ่งไม่สามารถติดต่อลูกสาวได้หลายวันจึงทำให้เกิดความเป็นห่วงวันนี้จึงได้เดินทางมาเยี่ยมลูกสาวถึงที่คอนโด

แต่เมื่อมาถึงห้องพักกับพบว่าลูกสาวล็อคกุญแจจึงได้เคาะประตูเรียกและตะโกนเรียกแต่ลูกสาวก็ไม่มาเปิดจึงได้ทำการนำกุญแจสำรองไขเข้าไปเมื่อเปิดประตูไปถึงก็เห็นว่าลูกสาวพุ่งตัวกระโดดลงจากคอนโดเรียบร้อยแล้วซึ่งห้องของลูกสาวนั้นอยู่ชั้น 7

โดยลูกสาวอยู่ภายในห้องคนเดียวเนื่องจากว่าลูกสาวมีแฟนแต่เพิ่งเลิกกันไปได้ประมาณ 1 เดือนโดยลูกสาวทำงานเป็นพนักงานอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิเลยทำงานอยู่ในไปการโดยสารของการบินไทยของบริษัทวิงสแปนซึ่งตอนนี้ลูกสาวมีปัญหาเรื่องของความเครียดที่ทางบริษัทให้หยุดงาน

เนื่องจากปัญหาของไวรัสโคโรนาทำให้ไม่มีเงินเดือนมาเป็นค่าใช้จ่ายเท่าที่ควรห้องของลูกสาวดูก็พบว่ามีการกู้ยืมเงินกับใครบางคนไว้เป็นเงิน 5,000 บาท

ซึ่งทางพ่อของผู้เสียชีวิตและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองต่างก็สันนิษฐานกันว่าเธอน่าจะมีปัญหาเรื่องของเงินที่จะเอามาเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่ได้ทำงานและเมื่อตัดสินใจไม่ได้เธอจึงได้คิดสั้นกระโดดตึกฆ่าตัวตาย

          เหตุการณ์ที่ผู้คนฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินใช้ในช่วงไวรัสระบาดนี้ไม่ใช่เคสแรกนี่เป็นเคสที่เรียกได้ว่าเป็นเคสที่ร้อยที่พันเลยก็ว่าได้ที่มีคนฆ่าตัวตายจากปัญหาไม่มีเงินใช้ไม่มีงานทำในช่วงที่ไวรัสระบาดซึ่งถึงแม้จะมีเงินเยียวยาจากตั้งรัฐบาลมาช่วยเหลือแต่ทุกคนก็ไม่ได้เท่าเทียมกันหมดบางคนได้บางคนไม่ได้และส่วนใหญ่คนที่เดือดร้อน

เรื่องของเงินจริงๆนั้นมักจะไม่ได้เงินเยียวยาแล้วตอนนี้การแจกเงินช่วยเหลือประชาชนก็ค่อนข้างเข้มงวดและใช้ระยะเวลานานซึ่งหลายคนไม่สามารถรอได้เพราะยังมีความจำเป็นต้องจ่ายค่ากินค่าเช่าห้องค่าน้ำค่าไฟกันอยู่เมื่อหาทางออกไม่ได้หลายคนจึง

ค่าตัวตายซึ่งหากนับจำนวนผู้เสียชีวิตจากปัญหาความเครียดที่เกิดจากการระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้น่าจะเป็นหลักพันได้เลยทีเดียว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

วันนี้มีคดีใหญ่ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก

ดับสลดยกครัว 5 ศพพร้อมหมาอีก 6 ตัวด้วยวิธีกินยาพิษและรมควันตัวเอง

วันนี้มีคดีใหญ่ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเพราะว่ามีเหตุการณ์ครอบครัวหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลกก่อเหตุซดยาพิษและรมควันตัวเอง เสียชีวิตกันทั้งครอบครัวรวมกันแล้ว 5 ศพและยังมีสุนัขอีก 6 ตัวซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตในห้องเดียวกันทั้งหมด

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภอ. เมืองพิษณุโลกได้รับแจ้งเหตุว่าเจ้าของเต็นท์รถกัณตภณออโต้รมควันพร้อมกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวเสียชีวิตรวม5 ศพและยังมีสุนัขอีก 6 ตัวในบ้านพักเลขที่ 114 หมู่ 1 ซึ่งทั้ง 5 ศพมี ร.ต.ต. กัณตภณ แป้นวงศ์  หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเฮียตี๋ซึ่งเจ้าเป็นของเต้นท์รถกัณตภณออโต้

และยังมีนางยอดขวัญ แป้นวงศ์เป็นภรรยาของ ร.ต.ต. กัณตภณ และยังมีนางสุนิตา แป้นวงศ์แม่ของ ร.ต.ต. กัณตภณ และนาวสาว สุธิพร แป้นวงศ์ พี่สาวของร.ต.ต. กัณตภณ และคนสุดท้าย เด็กชาย รชฎ แป้นวงศ์ลูกชายของ ร.ต.ต. กัณตภณ ซึ่งมีอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งร.ต.ต. กัณตภณ เคยรับราชการตำรวจมาก่อนก่อนที่จะมาเปิดร้ายขายรถยนต์ดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็มีสุนัขอีก 6 ตัว

ซึ่งห้องที่เกิดเหตุนั้นเป็นห้องนอนของแม่ของเฮียตี๋ ซึ่งเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ จากการสอบสวนเบื้องต้นสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องหนี้สินของครอบครัวเฮียตี๋ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าเหตุการเศร้าสลดในครั้งนี้คนในครอบครัวน่าจะยินยอมพร้อมใจกันฆ่าตัวตายไปพร้อมกันยกเว้นลูกชายวัย 13 ขวบคนเดียวเท่านั้นที่อาจจะไม่รู้เรื่องนี้ด้วย

ซึ่งมีการคาดเดากันเอาไว้ว่าในตอนแรกพี่สาวของเฮียตี๋น่าจะไม่ได้ฆ่าตัวตายด้วยเพราะมีการค้นพบโน๊ตที่ทางเฮียตี๋มีการบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ ว่าเฮียตี๋ได้คิดที่จะฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวแล้วแต่คิดถึงพี่สาวกลัวว่าพี่สาวจะต้องมาลำบากไปด้วยเฮียตี๋จึงคิดที่จะหาเงินมาสักก้อนเพื่อให้พี่เอาไว้ใช้จ่าย ซึ่งบันทึกนี้มีการบันทึกเอาไว้วันที่ 12  กุมภาพันธ์ 2563

และมีบันทึกอีกครั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเฮียตี๋ได้ตัดพ้อกับโชคชะตาว่าเขาคงไม่อยากให้เราอยู่จริงจริง และตอนนี้หมดหนทางแล้ว ชีวิตตันหมดแล้ว จึงมาเป็นเหตุการณ์เศร้าสลดแบบนี้โดยทางญาติเล่าให้นักข่าวฟังว่าพวกเขาติดต่อกับครอบครัวเฮียตี๋ได้ครั้งสุดท้ายวันที่ 19 กุมภาพันธ์ตอนเวลาประมาณ 5 ทุ่มแล้วก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย

จึงได้พากันเดินทางมาดูที่บ้านซึ่งตะโกนเรียกแล้วก็ไม่มีใครตอบจึงได้ให้หลานปืนประตูเข้าไปเปิดประตูรั้วแล้วเมื่อเข้าไปในบ้านสภาพภายในบ้านก็ปกติดีแต่มีห้องของแม่ที่มีการล็อกประตูจึงได้ตัดสินใจถีบประตูเข้าไป จึงได้เห็นว่าทั้งหมดฆ่าตัวตายร่วมกันไปแล้ว