โจรบุกเดี่ยวปล้นร้านทอง

โจรบุกเดี่ยวปล้นร้านทอง พูดเพราะทุกคำได้ทองไป 14 บาท 

มีรายงานข่าวว่าที่จังหวัดระยอง  มีร้านทองในอำเภอปลวกแดง ถูกโจรบุกปล้นทอง ซึ่งคนร้ายได้สร้อยคอทองคำไปทั้งหมด 7 เส้น ตามรายงานข่าวลูกชายเจ้าของร้านเป็นคนนั่งรอขายทองอยู่โดยมีน้องชายนั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่ข้างข้าง สักพักก็มีชายคนหนึ่งสะพายกระเป๋าเป้

และใส่หน้ากากอนามัยเดินเข้ามาในร้านตอนแรกก็ถามราคาทองแล้วก็ขอดูสร้อยคอทองคำเส้นละ 2 บาทโดยตนเองหยิบลายมาให้เลือกทั้งหมด 7 ลาย หลังจากนั้นคนร้ายก็เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วบอกให้ตนเองหยิบทองใส่กระเป๋าโดยระหว่างที่ปล้น คนร้ายไม่ได้ตะโกนเสียงดังโวยวาย พูดปกติเหมือนกำลังซื้อของและที่สำคัญคนร้ายพูดจาไพเราะ

มีลงท้ายด้ายครับทุกคำ ทำให้คนอื่นอื่นที่อยู่ภายในร้านไม่ได้เอะใจว่าร้านโดนปล้น เมื่อคนร้ายได้ทองไปก็บอกให้เปิดประตู ลูกชายเจ้าของร้านกลัวคนร้ายจะยิงเลยเปิดประตูให้แล้วคนร้ายก็เดินออกจากร้านทองไปเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น โดยคนร้ายนำทองไปทั้งหมด 7 เส้น เส้นละ 2บาทคิดเป็นเงิน14 บาท หลังจากคนร้ายไปแล้วทางลูกชายเจ้าของร้านจึงได้โทรแจ้งความที่สถานีตำรวจและตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รูปพรรณคนร้านจากกล้องวงจรปิดเรียบร้อยแล้วกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

              เหตุการณ์ปล้นกันในครั้งนี้ โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร เพราะคนร้ายต้องการแค่ทองเท่านั้น เดี่ยวนี้คนไม่มีเงินใช้กันแล้วเพราะพิษเศรษฐกิจที่ไม่ดี ทำให้หลายคนตกงาน เจ้าของกิจการคนไหนทีไม่มีเงินมรดกเก่า ไม่มีเงินหนาก็จะต้องปิดกิจการไป

เพราะตอนนี้ขายอะไรไปก็ไม่มีคนซื้อของ มีแต่คนตกงานแล้วออกมาขายของ เวลาที่เดินอยู่ที่ตลาดก็มักจะได้ยินแม่ค้าบ่นเป็นประจำว่าขายของไม่ได้ สังเกตได้จากตอนนี้รถไม่ค่อยติดแล้ว เพราะผู้คนตกงานไม่ได้ออกไปทำงาน และบางคนก็ไม่มีเงินที่จะเติมน้ำมันรถแล้ว ทำให้หลายคนสิ้นคิด ตัดสินใจดับอนาคตของตัวเอง มาเป็นโจรปล้นร้านทอง

หรือเป็นขโมยลักเล็กขโมยน้อยเพราะต้องเอาเงินมาประทังชีวิตซื้อกิน  ด้วยสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้คนจนกำลังจะล้นประเทศอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีโจรที่เข้ามาปล้นธนาคารในครั้งนี้ ไม่ได้ปิดบังใบหน้าเลยว่าเป็นใคร ใส่เพียงแค่หน้ากากอนามัยเท่านั้นใครที่เคยรู้จักกับผู้ชายคนนี้ก็ย่อมดูออกว่าคือใคร ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะทำงานได้ง่ายขึ้น การจับตัวคนร้ายคงจับได้เร็วเร็วนี้ คงต้องรอดูฝีมือเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  nowbet

แจ๋วแหวว สาวน้อยขายพวงมาลัย

แจ๋วแหวว สาวน้อยขายพวงมาลัยฝันเป็นนางแบบ อุ๊บ วิริยะช่วยสานฝัน

          จากกรณีที่มีผู้ใช้ Facebookรายหนึ่งได้ถ่ายภาพสาวน้อยอายุประมาณ 12 ปีกำลังนั่งมัดผมอยู่ตรงแยกถนนพระราม 9  โดยในภาพจะเห็นว่าท่ามัดผมของสาวน้อยคนดังกล่าวมีการโพสต์ท่าเหมือนกับนางแบบมา จึงได้มีการถ่ายรูปแล้วนำมาลงFacebook และหลังจากนั้น ภาพดังกล่าวก็ดังเพียงชั่วข้ามคืน

เพราะว่าหลายคนที่ได้เห็นภาพต่างก็ออกมาพูดเหมือนกันว่าท่าโพสต์ของเด็กคนดังกล่าวมีแววเหมือนนางแบบมากมาก ซึ่งต่อมานักข่าวได้ไปตามหาเด็กในภาพพบว่า เธอชื่อว่าน้องแจ๋วแหวว  ซึ่งเธอจะออกมาช่วยแม่ขายพวงมาลัยทุกวัน เพื่อหาเงินเป็นค่าเทอมไปเรียนหนังสือ ซึ่งน้องแจ๋วแหวว

เป็นคนรักสวยรักงามละต้องแต่งตัวก่อนถึงจะออกไปขายพวงมาลัย ส่วนภาพที่มีการนำไปส่งต่อต่อกันนั้นเป็นท่าปกติของน้องแจ๋วแหวว เพราะน้องอยากเป็นนางแบบจึงหัดโพสต์ท่าทางมาตลอด และเมื่อมีการทำข่าวนี้ทางคุณ อุ๊บ วิริยะ คนที่ดูแลนางแบบก็เดินทางมาพบกับนักข่าวเพื่อพาไปหาน้องแจ๋วแหวว โดยทางคุณ อุ๊บ วิริยะบอกว่าตนเองอยากเจอน้อง

อยากช่วยให้น้องสมหวังอย่างที่ฝัน โดยคุณ อุ๊บ บอกว่าตนเองมีโรงเรียนสอนเรียนเดินแบบ และโรงเรียนสอนร้องเพลงอยู่แล้ว จึงได้มาติดต่อให้น้องไปเรียนฟรี ตนอยากช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ทำได้ ซึ่งตนไม่สามารถช่วยเหลือเป็นการเงินได้ แต่สามารถช่วยเหลือด้วยการให้น้องไปเรียนได้แทน ซึ่งคอร์สการเรียนเดินแบบ หรือเรียนร้องเพลงนั้น

มีราคาเป็นหลักหมื่นออยู่แล้ว หากน้องอยากเรียน จะมาเลือกเรียนอันไหนก็ได้แล้วแต่น้องแจ๋วแหวว จะเลือกเรียนเลย ซึ่งทางน้องแจ๋วแหวว เองเมื่อได้เจอกับคุณ อุ๊บ วิริยะก็ได้ลองเดินแบบให้กับคุณอุ๊บ ดูซึ่งคุณ อุ๊บก็บอกว่าน้องแจ๋วแหววมีพร สวรรค์ หากในอนาคตนั้นจะได้เป็นนางแบบหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของน้องเอง

แต่หลังจากที่คุณ อุ๊บออกมาเพื่อจะช่วยสานฝันให้เด็กได้เรียนเดินแบบฟรีนั้นก็มีคนในสื่อโซเชียลหลายคนออกมาต่อว่าว่า คุณ อุ๊กำลังสร้างภาพ ซึ่งตัวคุณอุ๊เองก็ได้แต่กล่าวว่าคนเราคิดไม่เหมือนกันและคุณอุ๊บ เองไม่ได้สนใจ ใครอยากคิดอย่างไรก็ปล่อยไป 

    เกี่ยวกับในเรื่องนี้การที่น้องแจ๋วแหววได้มีโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนเดินแบบตามที่ตนเองใฝ่ฝันนั้นเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้นคนในโลกโซเชียลไม่ควรที่จะ มาแสดงความคิดเชิงลบต่อการที่คนอื่นจะทำความดี เพราะคนที่ทำความดีจะเสียกำลังใจ และไม่อยากทำความดีได้

 

สนับสนุนเรื่องราวเหล่านี้จาก  9luck

ตำรวจแจ้งความจับป้าเจ้าของบ้าน

ตำรวจแจ้งความจับป้าเจ้าของบ้านหลังไปค้นบ้านป้าแล้วโดนป้ากัด

     ตอนนี้ในโลกออนไลน์ได้มีการโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับที่บ้านหลังหนึ่งถูกตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าไปค้นในบ้านพักเพื่อหายาเสพติด ซึ่งวันที่ตำรวจเดินทางไปค้นบ้านนั้นไม่ได้มีการแสดงหมายค้นและไม่ได้ใส่ชุดตำรวจ ใส่เพียงเสื้อผ้าธรรมดา มากันประมาณ 7-8 คน

โดยผู้ที่โพสต์เฟสบุ๊กได้เล่าวันที่เกิดเหตุ บ้านหลังที่เกิดเหตุมีคนอยู่ภายในบ้านกัน 3 คนซึ่งกำลังนั่งดูทีวีกันอยู่และในขณะนั้นก็มีรถเก๋งไม่มีป้ายทะเบียนขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน

ซึ่งในตอนนั้นมีนางอุ้ย อยู่บ้านข้างๆได้มองเห็นเหตุการณ์ว่ารถเก๋งคันดังกล่าวมาจอดที่หน้าบ้านหลานของตัวเองแล้วหลังจากนั้นกลุ่มชายทั้งหมดก็พากันเดินเข้าไปในบ้านของหลานชายแล้วก็พากันล็อกตัวเด็กเด็กที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ภายในบ้านให้ออกมาอยู่นอกบ้านแล้วก็พยายามค้นข้าวของภายในบ้าน ยายอุ้ยจึงได้ตะโกนถามว่าเป็นใคร

แล้วมาทำไมพร้อมกันนั้นนางอุ้ยก็ยกมือถือเพื่อที่จะถ่ายคลิปวีดิโอแต่มีผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเดินตรงมาหายายอุ้ยพร้อมกับดึงมือถือไปโยนทิ้งพร้อมกับจับแขนยายอุ้ยบิดและล็อกคอยายอุ้ย ด้วยความกลัวตาย ยายอุ้ยจึงได้กัดเข้าที่แขนชายคนดังกล่าว

ซึ่งหลังจากนั้นชายคนดังกล่าวและเพื่อนที่มาด้วยกันก็ด่ายายอุ้ยรวมถึงพูดจากับยายด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพและยังทำร้ายด้วยการกระชากยายจนกลิ้ง และพยายามจะใส่กุญแจมือยายด้วยอีกทั้งยังบอกว่าจะจับยายขังคุก เพราะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและขัดขวางการทำงานของตำรวจ ซึ่งยายถูกพาไปที่สถานีตำรวจและได้มีลูกหลานนำเงินไปประกันตัว 

ซึ่งจากการที่นักข่าวลงไปสัมภาษณ์ยายอุ้ย ยายบอกว่าไม่เข้ามาก่อนว่าคนพวกนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะไม่ได้ใส่ชุดตำรวจ และไม่ได้มีการแสดงเอกสารขอค้นบ้านให้เห็น เพราะพวกเขามาถึงก็เข้าค้นบ้านทันที่ถามอะไรก็ไม่ตอบ ยายก็เลยคิดว่าเป็นคนร้ายจะมาทำร้ายหลานหลาน จึงเข้าไปเพื่อจะถ่ายคลิปแต่ก็ถูกตำรวจพวกนั้นจับล็อคคอเสียก่อน

ซึ่งยายกล่าวว่า หากเป็นเจ้าหน้าที่ทำไมไม่แสดงตัว ยายไม่รู้ว่าใครก็ต้องป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน และยังบอกอีกว่าเป็นตำรวจทำไมต้องรังแกประชาชนด้วย ซึ่งหลานชายของยายอุ้ยอายุ 21ปีเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยได้เล่าว่าตนเองได้ถามแล้วว่ามาทำไม

ซึ่งคนกลุ่มนั้นบอกว่ามาค้นหายาเสพติด ซึ่งตนได้ชี้ไปที่บ้านอีกหลังแล้วบอกว่าให้ไปค้นที่บ้านโน่นเพราะที่นี่เป็นบ้านคนละหลังกันแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ฟังและยังค้นต่อไปจนยายต้องเข้ามาช่วยหลานๆซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้พวกตนกำลังปรึกษาทนายเพื่อฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อาจารย์ราชภัฎขับรถชนสายตรวจ

ป้าแฉ อุบัติเหตุอาจารย์ราชภัฎขับรถชนสายตรวจไม่ได้มีใครทำร้ายอาจารย์

มีเหตุการณ์เป็นรถเก๋งชนกับรถของสายตรวจของ สภอ. พระประแดงแล้วรถเก๋งเสียหลักพุ่งชนลงข้างทาง ทำให้ตำรวจทั้งสองคนที่ขี่รถได้รับบาดเจ็บและยังมีคนที่อยู่ตรงบริเวณที่เกิดเหตุได้รับบาดเจ็บด้วยแต่ที่เรื่องไม่จบก็เพราะว่าชายคนที่ขับรถเก๋งได้โทรตามไปเรียกน้องสาวมาที่เกิดเหตุซึ่งเมื่อน้องสาวของอาจารย์ที่ขับรถเก๋งมาถึงก็โวยวายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดยยืนยันว่าพี่ชายของตัวเองไม่ผิด ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้มีการถูกบันทึกคลิปเอาไว้จะเห็นได้ว่าน้องสาวของอาจารย์พยายามจะกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวพี่ชายไปเป่าตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ จึงพยายามยืนขวางและพยายามผลักเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งพอตำรวจพยายามดันตัวหญิงคนดังกล่าวออก

เธอก็ต่อว่าว่าทำตำรวจทำร้ายผู้หญิงและเธอจะฟ้อง  ซึ่งในที่สุดทางอาจารย์ราชภัฎก็ต้องเป่าวัดแอลกอฮอล์ เพราะหากไม่เป่าจะถือว่ามีความผิดและผลจากการตรวจวัดปริมาณ แอลกอฮอล์พบว่ามีค่าที่ตรวจวัดได้สูงถึง 161 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ซึ่งในทางกฎหมายแล้วมีการกำหนดให้ผู้ที่ขับขี่รถยนต์สามารถมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งหลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปนี้ออกมา มีผู้คนต่างก็สงสัยกันว่าตำรวจได้ไปรังแกผู้หญิงคนดังกล่าวจริงหรือไม่ ซึ่งทางนักข่าวเองก็ได้ลงไปสัมภาษณ์คนที่อยูในเหตุการณ์ ชือว่าคุณ หมู โดยคุณหมูเล่าว่าตนเอง

ได้ยินเสียงรถเบรกเสียงดังสนั่นและหันไปมองก็เห็นตำรวจโดนรถชนจำนวน 2 คนที่สำคัญคุณหมูเองก็ยืนอยู่ตรงที่เกิดเหตุได้ทำการกระโดดหลบจนทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บไปด้วย เหตุการณ์ในครั้งนี้ทางคุณหมูได้ออกมายืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้กลั่นแกล้งแต่ตำรวจบาดเจ็บ และนักข่าวยังได้พบกับผู้บาดเจ็บอีกคนชื่อป้าอ๊อด

ซึ่งได้รับบาดเจ็บแขนขวาจนต้องเข้าเฝือก ซึ่งป้าอ๊อดได้เล่าเหตุการณ์ให้กับนักข่าวฟังและยังบอกอีกว่าทางฝั่งคนขับรถเก๋งยังไม่เคยมาขอโทษและป้ายังเห็นว่าน้องสาวของคนขับรถเก๋งเอาแต่โวยวายใส่ตำรวจ

ป้าบอกว่าผู้หญิงคนนี้พยายามที่จะขวางตำรวจไม่ให้เข้าใกล้พี่ชายเขาและผู้หญิงคนดังกล่าวยังโวยวายว่าตำรวจทำร้ายเขา แต่ป้าที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยยืนยันว่าป้าเห็นว่าตำรวจไม่ได้ทำร้ายอะไรพวกเขาเลย คนก่อเหตุเมา

  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีการแจ้งความกรณีกับน้องสาวของคนขับรถเก๋งแต่อย่างใด ซึ่งต้องมารอดูกันว่าเธอจะไปขอโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ส่วนทางด้านพี่ชายของหญิงสาวคนดังกล่าวที่เป็นอาจารย์ก็ถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย

การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19

การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยโดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต

        การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ไม่เพียงทำให้นักท่องเที่ยวในจีนที่เคยเดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตหายไปเกือบร้อยละ 80-90 % แต่ยังทำให้นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศในตอนนี้ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยและเปลี่ยนไปเที่ยวที่ประเทศอื่นแทน

เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในกลุ่มของประเทศที่มีการติดเชื้อและแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ในตอนนี้หลายหลายธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวกำลังเป็นอัมพาต  ซึ่งจากการที่นักข่าวได้ลงไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่ตอนนี้อย่างเช่นร้านอาการจะสังเกตได้ว่าโต๊ะและเก้าอี้ภายในร้านไม่มีคนมานั่งเลย

หลังจากนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ได้เดินทางมาเที่ยวซึ่งปกติทางร้านค้าจะต้องมีลูกทัวร์จากจีนเดินทางมากินอาหารทุกวัน ซึ่งนักข่าวได้ลงไปตรวจสอบร้านอาหารร้านหนึ่งโดยทางเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ไม่มีทัวร์มาลง ก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยซึ่งตอนนี้ก็ต้องแบ่งให้พนักงานที่ทำงานร้านอาหารต้องสลับกันมาทำงานที่ร้านและต้องรับเงินเดือนคนละครึ่งเดือน

ซึ่งพนักงานบางคนก็ต้องไปหาอาชีพเสริมทำ เช่น การทำงานก่อสร้างและร้านค้าก็ต้องมาเปิดขายส้มตำอยู่หน้าร้าน เพื่อนำเงินที่ขายส้มตำได้มาพยุงธุรกิจและดูแลพนักงาน เพื่อให้พนักงานได้มีงานทำได้นานที่สุด  ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะที่ร้านอาหารนี้เท่านั้น

บริษัททัวร์ต่างต่างก็พากันปิดกิจการลง

เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวและยังมีร้านค้าอื่นอื่นในหาดป่าตองต่างก็ออกมาบอกว่าธุรกิจที่ทำอยู่กำลังประสบกับปัญหาไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนเท่านั้นที่หายไป และนักท่องเที่ยวประเทศอื่นก็หายไปด้วยตลอดระยะเวลาสองเดือนมานี้นักท่องเที่ยวทยอยลดลงเรื่อยเรื่อย

ซึ่งสาเหตุก็มาจากปัญหาเรื่องของเชื้อไวรัสโควิด -19 เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรสโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวเลี่ยงที่จะไปเที่ยวที่อื่นแทน ซึ่งนอกจากผลกระทบกับร้านค้าแล้ว ร้านคาบาเร่โชว์ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอีกด้วย

และในตอนนี้สายการบินต่างต่าง ต่างก็พากันลดจำนวนเที่ยวบินที่จะนำนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ภูเก็ตลดลงเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมา ซึ่งในตอนนี้ผลกระทบกับการท่องเที่ยวเป็นแบบห่วงลูกโซ่ทุกคนและทุกอาชีพกระทบกันไปหมด

เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวทุกคนก็ไม่มีงานทำ ซึ่งผลกระทบเกี่ยวกับการท่องเที่ยวนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ตอนนี้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยต่างก็พากันพบปัญหาไม่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ จนกิจการต่างต่าง ต้องพากันปิดตัวลงซึ่งโรงแรมหลายที่ แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักเลย

วันนี้มีคดีใหญ่ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก

ดับสลดยกครัว 5 ศพพร้อมหมาอีก 6 ตัวด้วยวิธีกินยาพิษและรมควันตัวเอง

วันนี้มีคดีใหญ่ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเพราะว่ามีเหตุการณ์ครอบครัวหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลกก่อเหตุซดยาพิษและรมควันตัวเอง เสียชีวิตกันทั้งครอบครัวรวมกันแล้ว 5 ศพและยังมีสุนัขอีก 6 ตัวซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตในห้องเดียวกันทั้งหมด

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภอ. เมืองพิษณุโลกได้รับแจ้งเหตุว่าเจ้าของเต็นท์รถกัณตภณออโต้รมควันพร้อมกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวเสียชีวิตรวม5 ศพและยังมีสุนัขอีก 6 ตัวในบ้านพักเลขที่ 114 หมู่ 1 ซึ่งทั้ง 5 ศพมี ร.ต.ต. กัณตภณ แป้นวงศ์  หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเฮียตี๋ซึ่งเจ้าเป็นของเต้นท์รถกัณตภณออโต้

และยังมีนางยอดขวัญ แป้นวงศ์เป็นภรรยาของ ร.ต.ต. กัณตภณ และยังมีนางสุนิตา แป้นวงศ์แม่ของ ร.ต.ต. กัณตภณ และนาวสาว สุธิพร แป้นวงศ์ พี่สาวของร.ต.ต. กัณตภณ และคนสุดท้าย เด็กชาย รชฎ แป้นวงศ์ลูกชายของ ร.ต.ต. กัณตภณ ซึ่งมีอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งร.ต.ต. กัณตภณ เคยรับราชการตำรวจมาก่อนก่อนที่จะมาเปิดร้ายขายรถยนต์ดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็มีสุนัขอีก 6 ตัว

ซึ่งห้องที่เกิดเหตุนั้นเป็นห้องนอนของแม่ของเฮียตี๋ ซึ่งเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ จากการสอบสวนเบื้องต้นสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องหนี้สินของครอบครัวเฮียตี๋ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าเหตุการเศร้าสลดในครั้งนี้คนในครอบครัวน่าจะยินยอมพร้อมใจกันฆ่าตัวตายไปพร้อมกันยกเว้นลูกชายวัย 13 ขวบคนเดียวเท่านั้นที่อาจจะไม่รู้เรื่องนี้ด้วย

ซึ่งมีการคาดเดากันเอาไว้ว่าในตอนแรกพี่สาวของเฮียตี๋น่าจะไม่ได้ฆ่าตัวตายด้วยเพราะมีการค้นพบโน๊ตที่ทางเฮียตี๋มีการบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ ว่าเฮียตี๋ได้คิดที่จะฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวแล้วแต่คิดถึงพี่สาวกลัวว่าพี่สาวจะต้องมาลำบากไปด้วยเฮียตี๋จึงคิดที่จะหาเงินมาสักก้อนเพื่อให้พี่เอาไว้ใช้จ่าย ซึ่งบันทึกนี้มีการบันทึกเอาไว้วันที่ 12  กุมภาพันธ์ 2563

และมีบันทึกอีกครั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเฮียตี๋ได้ตัดพ้อกับโชคชะตาว่าเขาคงไม่อยากให้เราอยู่จริงจริง และตอนนี้หมดหนทางแล้ว ชีวิตตันหมดแล้ว จึงมาเป็นเหตุการณ์เศร้าสลดแบบนี้โดยทางญาติเล่าให้นักข่าวฟังว่าพวกเขาติดต่อกับครอบครัวเฮียตี๋ได้ครั้งสุดท้ายวันที่ 19 กุมภาพันธ์ตอนเวลาประมาณ 5 ทุ่มแล้วก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย

จึงได้พากันเดินทางมาดูที่บ้านซึ่งตะโกนเรียกแล้วก็ไม่มีใครตอบจึงได้ให้หลานปืนประตูเข้าไปเปิดประตูรั้วแล้วเมื่อเข้าไปในบ้านสภาพภายในบ้านก็ปกติดีแต่มีห้องของแม่ที่มีการล็อกประตูจึงได้ตัดสินใจถีบประตูเข้าไป จึงได้เห็นว่าทั้งหมดฆ่าตัวตายร่วมกันไปแล้ว

แชร์สนั่น

 มีข่าวที่กำลังแชร์สนั่นโซเชียลอยู่ในขณะนี้

เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่ออกมาโพสต์ข้อความระบายความในใจลงเฟสบุ๊กของตัวเองเกี่ยวกับหญิงคนรักที่เขาคบหาดูใจกันมานาน เขากลับมาพบว่าเธอนอกใจโดยภาพในคลิปที่มีการลงเอาไว้เป็นภาพชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังร้องไห้เสียใจและในมือของเขาก็ถือถุงยางอนามัยสีชมพู

และข้างในยังมีน้ำอสุจิอยู่ ซึ่งเหมือนกับว่าเพิ่งผ่านการใช้งานมาไม่นาน  ซึ่งในคลิปเขากำลังต่อว่าแฟนสาวของเขาที่นอกใจเขาโดยฝ่ายหญิงกำลังปลอบใจและขอโทษ ข้อความที่ชายหนุ่มคนดังกล่าวมีการโพสต์ลงเฟสบุ๊ก

เป็นการเล่าระบายว่าเขารักผู้หญิงคนนี้มาก ทุ่มเทให้ทุกอย่างและยังพาไปเจอกับครอบครัวของตัวเองมาแล้ว ผู้หญิงอยากได้อะไรเขาก็หาให้ทั้งหมดเท่าที่เขาจะทำได้ แต่ฝ่ายหญิงกลับมาทำร้ายเขาด้วยการแอบนอกใจไปมีอะไรกับคนอื่น เขาไม่เข้าใจว่าฝ่ายหญิงทำกับเขาแบบนี้ได้อย่างไร  ซึ่งเขาบอกว่าเขาสังเกตมาสักพักแล้วว่าแปรงสีฟันของเขาที่เขาเอาเก็บไว้ที่ห้องของแฟนสาวที่ปกติทีต้องวางไว้คู่กัน

เขากลับพบว่าแฟนสาวเอาไปซ่อนไว้ ไม่เก็บไว้ในห้องน้ำเหมือนเดิม ซึ่งเขาพบว่าแฟนสาวทำแบบนี้มาสองครั้งแล้ว ครั้งนี้เขามารับแฟนสาวไปกินข้าวแล้วเขามาที่ห้องแล้วเขาไม่เห็นแปรงสีฟันของเขา เขาสงสัยจึงเดินหาและไปค้นในถังขยะ เขาจึงได้เห็นถุงยางอนามัย และเมื่อค้นตรงที่นอนก็เห็นว่าแฟนสาวเก็บรูปของชายชู้ไว้บนหัวนอนอีกด้วย

โดยฝ่ายชายยังมีการเฟสอีกว่า แฟนสาวติดใจเด็กอายุ 19 ปี  ชายหนุ่มในคลิปยังระบุอีกด้วยว่าเขากับแฟนสาวคบกันมาได้นานแล้วแต่แฟนสาวไม่เคยให้เขาโพสต์รูปของตัวเองกับแฟนสาวลงเฟสบุ๊กเลย

โดยอ้างเหตุผลว่าอยากให้ครบกันไปสักพักก่อนแล้วค่อยเปิดตัว สถานะในเฟสบุ๊กของแฟนสาวจะระบุว่าโสดตลอด โดยเขายังระบายอีกว่าเขาเจ็บปวดอย่างมาก เจ็บจนจุกจนพูดอะไรไม่ออก โดยเขาบอกว่า ยุคนี้คนเราไม่มีความซื้อสัตย์กันแล้วเหรอ ซึ่งเขายังบอกอีกว่าตอนนี้เขาเครียดมาและนอนไม่หลับ โดยในเฟสมีการะบุเวลาเป็น 6.46 นาฬิกา

ซึ่งหลายคนที่เข้ามาอ่านเฟสบุ๊กของชายที่โพสต์คลิปนี้ต่างก็เข้ามาให้กำลังใจชายคนดังกล่าวกันเป็นจำนวนมากและได้มีการเข้ามาแสดงความคิดเห็นและมีการแชร์คลิปนี้มากกว่า 49 ครั้ง ซึ่งหลายคนก็หวังว่าชายในคลิปจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้

มีรายงานข่าวจากสำนักงานข่าวแห่งหนึ่ง

พ่อแม่ของเด็กนักเรียนเรียนเอกชน ติดหนี้ค่าเทอมที่ยังไม่ได้จ่ายสะสมกว่า 1.3 พันล้านบาทวอนรัฐบาลเร่งไขปัญหาเศรษฐกิจ

พ่อแม่ผู้ปกครองที่ส่งลูกหลานเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวนสูงมากกว่าสองล้านครัวเรือน ยังคงไม่ได้จ่ายเงินค่าเทอมของบุตรหลานสูงถึงหนึ่งพันสามร้อยล้านบาท วอนให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลแก้ไขเพราะขนาดโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ก็ยังมีปัญหาและมีหนี้สูงมากถึง 60-70 ล้านบาท

มีรายงานข่าวจากสำนักงานข่าวแห่งหนึ่งได้ออกมารายงานว่า

ได้รับข้อมูลมาจากนายกสมาคมคณะกรรมการประสานงานและส่งเสริมการศึกษาของภาคเอกชน โดยได้เข้าไปพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับโรงเรียนเอกชนตอนนี้พบปัญหาว่าผู้ปกครองมีการค้างค่าเทอมกันมากขึ้น

โดยยอดรวมเงินที่ผู้ปกครองค้างค่าเทอมของปีนี้รวมเป็นเงินมากกว่า หนึ่งพันสามร้อยล้านบาทแล้ว ซึ่งข้อมูลของที่ผู้ปกครองของโรงเรียนเอกชนค้างค่าเทอมนี้ได้เอามาจากโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศไทยซึ่งมีทั้งหมด สามพันแปดร้อยโรงเรียน

แต่ที่ไปเอาข้อมูลมาเพียงแค่ หนึ่งพันแปดร้อยโรงเรียนซึ่งถือว่าเยอะมากเพราะถ้าหากเอาข้อมูลของทั้งสามพันแปดร้อยโรงเรียนเมื่อไหร่ยอดเงินที่ผู้ปกครองค้างค่าเทอมจะต้องมากกว่านี้แน่นอนซึ่งแค่นี้ก็คิดเป็น 90 % แล้วที่ผู้ปกครองยังไม่ได้จ่ายค่าเทอมให้กับโรงเรียน แต่จากการสำรวจก็ยังคงพบว่าผู้ปกครองไม่ได้ย้ายให้บุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนอื่นยังคงให้เรียนหนังสืออยู่ที่เดิม

ซึ่งมีแค่ไม่มากเท่าไหร่ที่ให้ลูกหลานย้ายโรงเรียน โดยจากการตรวจสอบแล้วกลุ่มผู้ปกครองที่ให้ลูกหลานย้ายโรงเรียนมีหนี้ค้างที่ยังไม่ได้จ่ายค่าเทอมให้กับโรงเรียนสุงถึง สามร้อยล้านบาทเลยทีเดียว

  อันที่จริงเรื่องที่ผู้ปกครองนักเรียนมีการค้างค่าเทอมยังไม่ยอมจ่ายนั้นเป็นปัญหาที่มีมาเนิ่นนานแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิด แต่ว่าเมื่อก่อนมีคนค้างค่าเทอมน้อยกว่านี้เยอะมาก ซึ่งเมื่อก่อนไม่ได้มากแบบนี้ตอนนี้โรงเรียนเอกชนที่มีขนาดเล็กจะประสบกับปัญหาขาดทุนหาเงินมาบริหารโรงเรียนไม่ได้ แต่ถ้าเป็นโรงเรียนใหญ่ใหญ่ที่มีนักเรียนหลายพันคนหน่อยก็ยังพอที่จะเอาเงินอื่นมาหมุนใช้ก่อนได้จึงอยากให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

 ซึ่งปัญหาที่พ่อแม่เด็กไม่ได้มาจ่ายค่าเทอมนั้นมันแสดงให้เห็นว่าตอนนี้ ผู้ปกครองของเด็กเด็กส่วนใหญ่ไม่มีเงินกันเลย แม้กระทั่งเงินเก็บ บางคนอาจจะต้องเอาเงินที่จะต้องมาจ่ายค่าเทอมไปหมุนใช้จ่ายอย่างอื่นก่อน

ซึ่งทางโรงเรียนก็ไม่กล้าที่จะทวงผู้ปกครองมากนักเพราะกลัวว่าเด็กและผู้ปกครองของเด็กจะอาย ตอนนี้หลายครอบครัวน่าจะมีปัญหาด้านการเงินเพราะปัญหาของเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลช่วยหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้ด้วย

ผีหลอกเด็ก 2 ขวบจนสลบ         

เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับการประสานงานให้เข้าไปช่วยเหลือ

เด็กน้อยคนหนึ่งมีอาการเป็นลมจนหมดสติ และเมื่อกู้ภัยเดินทางไปถึงก็พบว่าที่บ้านหลังที่มีคนแจ้งเหตุมีชาวบ้านมามุงดูกันอยู่เต็มไปหมดและพบพ่อและแม่ของเด็กที่เป็นลมหมดสติอยู่ในอาการขวัญเสียต่างก็พยายามเรียกชื่อหนูน้อยแต่เธอก็ไม่ฟื้น

และเมื่อกู้ภัยเข้าไปถึงตัวเด็กน้อยก็ได้พยายามช่วยกันปั้มหัวใจของเด็กน้อยแต่ก็ไม่มีทีท่าจะว่าจะฟื้นซึ่งชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างก็บอกให้พ่อของเด็กลองเอาธูปมาจุดพ่อขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูเผื่อจะช่วยเหลือได้ ซึ่งพ่อของเด็กหญิงก็ได้วิ่งเข้าไปในบ้านเอาธูปมาหนึ่งดอกแล้วจุดธูปยกมือขึ้นไหว้กลางแจ้งแล้วนำไปปักไว้ที่หน้าบ้าน

ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก เพราะเพียงแค่พ่อของเด็ดน้อยปักธูปเสร็จเด็กน้อยก็เริ่มรู้สึกตัวทันที ทางเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยและทางพ่อแม่ของเด็กนำตัวเด็กหญิงส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายอีกครั้ง

ซึ่งหลังจากที่ส่งตัวเด็กไปเรียบร้อยแล้วทางเพื่อนบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้เล่าเรื่องราวให้นักข่าวฟังว่า ครอบครัวของเด็กน้อยสองขวบนี้เพิ่มย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังดังกล่าวยังไม่ถึงสองเดือนดี วันนี้เขาเห็นเด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่หน้าบ้านอยู่คนเดียวส่วนพ่อกับแม่ของเด็กอยู่ในบ้าน อยู่อยู่ก็ได้ยินเสียงเด็กวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า มีคนแกล้งเขา เขาเจ็บ ซึ่งพ่อเขาก็ถามว่าใครแกล้ง

เพราะต่างก็ไม่มีใครเห็นว่าจะมีใครมาเล่นกับเด็กน้อยซึ่งตัวเองที่นั่งอยู่หน้าบ้านมองดูเด็กวิ่งเล่นก็เห็นเด็กเล่นอยู่คนเดียว แต่เด็กยืนยันกับพ่อว่ามีพี่มาแกล้ง ซึ่งหลังจากที่เด็กพูดจบประโยค เด็กน้อยก็เป็นลมล้มหมดสติทันที ซึ่งทุกคนต้องก็พากันช่วยเหลือทั้งหายาดมและเขย่าตัวเรียกแต่เด็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา

พวกตนจึงบอกให้พ่อของเด็กไปจุดธูปเพื่อขอขมาสิ่งศักดิ์เผื่อว่าจะมีอะไรที่ไม่พอใจเด็กและจะเอาเด็กไปอยู่ด้วย เพราะทุกคนต่างก็ได้ยินที่เด็กบอกพ่อว่ามีพี่มาแกล้ง ซึ่งชาวบ้านทุกคนเชื่อว่าเด็กคงจะเห็นวิญญาณของใครสักคน และมาแกล้งจนเด็กตกใจกลัวจึงเป็นลมหมดสติไป

ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ทางครอบครัวของเด็กอาจจะต้องมีการทำบุญให้กับผีเร่ร่อนแถวนี้เพื่อเป็นการของอภัย หรือไม่ก็ควรจะจัดงานทำบุญบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลของคนในครอบครัว 

ทรัมป์ยันฆ่าผู้นำอัล เคดาในคาบสมุทรอาระเบีย

เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ ทำเนียบขาวเผยแพร่คำชี้แจงของผู้นำโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สหรัฐอเมริกา รับรองว่าสามารถฆ่านายกัสซิม อัล-ริมี หัวหน้าสูงสุดของกรุ๊ปอัล เคดา ในแหลมอาระเบีย (เอคิวเอพี) สาขาของโครงข่ายก่อให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอัล เคดา ที่อันตรายที่สุดในปฏิบัติงานต้านการก่อให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในเยเมนแม้กระนั้นไม่บอกว่าการฆ่ามีขึ้นเมื่อใด

ทรัมป์กล่าวว่า

เอคิวเอพีภายใต้การนำของริมีได้ก่อความร้ายแรงอย่างไร้สามัญสำนึกต่อข้าราชการในเยเมน แล้วก็พากเพียรจู่โจมสหรัฐอเมริกากับกองทัพสหรัฐอเมริกา หลายคราว การถึงแก่กรรมของเขาทำให้เอคิวเอพีแล้วก็อัล เคดา อ่อนแอลงอีก ทำให้สหรัฐอเมริกาใกล้ขจัดภัยรุกรามความยั่งยืนมั่นคงของสหรัฐอเมริกาจากกรุ๊ปกลุ่มนี้ และก็ทำให้สหรัฐอเมริกา

ผลตอบแทนของสหรัฐอเมริกาและก็ผู้ส่งเสริมไม่เป็นอันตรายขึ้น สหรัฐอเมริกาจะเดินหน้าปกป้องรักษาคนประเทศอเมริกาด้วยการไล่ล่ากำจัดพวกผู้ก่อเหตุร้ายถัดไป

ก่อนหน้าที่ผ่านมามีข่าวซุบซิบว่านายริมีถูกฆ่าจากปฏิบัติงานจู่โจมด้วยอากาศยานไม่มีคนขับ (โดรน) ของสหรัฐอเมริกา ที่เมืองมาริบในเยเมน แม้กระนั้นไม่มีการรับรอง แต่ว่าเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา กรุ๊ปเอคิวเอพีเผยแพร่วิดีโอยาว 18 นาทีของนายริมี อ้างถึงว่าอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังการจู่โจมในฐานทัพเรือเพนซาวัวลาในเมืองฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 6 ธันวาคมปีที่ผ่านมา

กรณีทหารชาวซาอุดีอาระเบียชื่อโมฮัมเหม็ด อัลชัมรานี วัย 21 ปี ที่ไปฝึกหัดในฐานทัพที่นี้กราดยิงในห้องเรียน ทำให้นาวิกโยธินอเมริกันเสียชีวิต 3 นาย มีคนที่บาดเจ็บ 8 คน และก็รองนายอำเภอ 2 นาย ส่วนมือสังหารถูกยิงตาย ทำให้สหรัฐอเมริกาส่งตัวทหารซาอุฯที่ไปฝึกหัดในสหรัฐอเมริกาอีกทั้ง 21 นายกลับประเทศ

การฆ่าริมียังมีขึ้นข้างหลังสหรัฐอเมริกาฆ่าอาบู บัคร์ อัล-แบกแดดี หัวหน้ากองกำลังเมืองอิสลาม (ไอเอส) ได้เมื่อเดือน เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แล้วก็ฆ่าพลตรีกัสเซม โซไลมานี ผู้บังคับบัญชาหน่วยรบพิเศษ “คุดส์” ของประเทศอิหร่านได้ใน 3 เดือนถัดมา

ก่อนหน้าที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาใช้โดรนฆ่านายท้องนาซีร์ อัล-วูเฮชิ หัวหน้าเอคิวเอพีคนก่อนได้ในปี 2558 รวมทั้งนายจาลัล เบไลดี หรืออาบู ฮัมซา แกนนำชั้นสูงของเอคิวเอพีที่มีค่าหัวถึง 5 ล้านดอลลาร์ได้ในปี 2559

ริมีเคยไปฝึกฝนที่ค่ายของอัล เคดา ในอัฟกานิสถานในทศวรรษ 1990 ก่อนไปสู่เยเมนในปี 2547 แล้วก็ถูกจำเรือนจำ 5 ปี ในข้อกล่าวหาคิดแผนจู่โจมสถานทูตต่างประเทศ 5 ที่ในกรุงซานา เขาเป็นผู้ร่วมจัดตั้งขึ้นเอคิวเอพีในเยเมนในปี 2552 โดยรวมสาขาอัล เคดา ในเยเมนและก็ซาอุดีอาระเบียเข้าด้วยกัน

มีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลชาติต่างๆที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนรวมทั้งกำจัดอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกทั้งสิ้นในภูมิภาคในนับเป็นเวลาหลายปีข้างหลัง เอคิวเอพีอดทนมากยิ่งกว่าเดิม เวลาที่เยเมนกำเนิดสงครามกลางเมืองระหว่างกบฏองค์การอนามัยโลกธีที่มีประเทศอิหร่านสนับสนุน กับรัฐบาลเยเมนนาทุ่งนาชาติยืนยัน.