สามีประกาศตามหาภรรยาที่หายตัวไปนานนับสัปดาห์

     ในโลกออนไลน์ได้มีผู้ชายคนหนึ่งได้ออกมาแชร์ Facebook ของตนเองในการติดตามหาตัวภรรยาที่หายออกจากบ้านไปนานนับสัปดาห์ซึ่งชายคนดังกล่าวนั้นได้มีการโพสต์ขอความช่วยเหลือว่าหากใครพบเห็นภรรยาของเขาให้ติดต่อมาที่เขาทันที

โดยเมื่อทางนักข่าวนั้นได้ทราบถึงข้อความดังกล่าวก็ได้มีการลงไปสอบถามเจ้าของโพสต์นั้นที่จังหวัดนครสวรรค์โดยเจ้าของโพสต์นั้นชื่อว่านาย   วิชญ์พัชร์   เขาเป็นเจ้าของร้านถ่ายเอกสารและเป็นเจ้าของร้านเกมส์ซึ่งเขาได้เล่าให้กับทางผู้สื่อข่าวฟังว่าเขาและภรรยารวมถึงลูกนั้นอยู่ด้วยกัน

ที่ร้านดังกล่าวแต่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนปีพศ2563 อยู่ๆเมื่อเขาและลูกตื่นขึ้นมาและลงมาด้านล่างก็ไม่พบภรรยาอยู่ที่บ้านแล้วเมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็พบว่าช่วงเช้าภรรยาของเขานั้นได้มีการซื้ออาหารเอามาเก็บไว้ในบ้านหลังจากนั้นก็เดินออกนอกบ้านและไปขึ้นรถเก๋งคันหนึ่งซึ่งจอดรออยู่ที่หน้าบ้านแล้วหายไปนับตั้งแต่นั้น

โดยเขาพยายามติดตามตัวทั้งการโทรและการตามหาตามสถานที่ต่างๆก็ไม่พบสอบถามไปทางพ่อแม่ของภรรยาก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใดเบื้องต้นเมื่อครบ 24 ชั่วโมงเขาจึงได้มีการแจ้งความที่สถานีตำรวจและเมื่อตำรวจนั้นให้มีการตรวจสอบพบว่ารถเก๋งคันดังกล่าวนั้นเป็นรถเช่าซึ่งคนที่เท่านั้นก็เป็นได้ของภรรยาของเขาเองซึ่งคาดว่าภรรยาของเขานั้น

น่าจะหนีออกจากบ้าน เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการแจ้งกลับทางฝ่ายสามีก็คือนาย   วิชญ์พัชร์   แล้วว่า ภรรยาของเขานั้นยังคงอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์นั่นเองแต่เนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาในครอบครัวที่ภรรยานั้นไม่อยากจะกลับไปอยู่กับสามีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไรก็ตามนาย   วิชญ์พัชร์   นั้นได้มีการประกาศผ่านทาง Facebook

เกี่ยวกับเรื่องที่ภรรยานี้ไม่พอใจว่าถ้าหากว่าเขาทำผิดเรื่องอะไรก็ขอให้ยกโทษให้เขาต่อไปเขาจะไม่ทำผิดอีกและเขารักภรรยาคนนี้มากที่สำคัญลูกสาวก็รออยู่ที่บ้านโดยลูกสาวนั้นเฝ้ารอคอยแม่อยู่ทุกคืนเพราะโดยปกติแล้วก่อนจะนอนลูกสาวจะต้องนอนกอดแม่ซึ่งทุกวันนี้ลูกสาวก็ยังคงร้องไห้คิดถึงแม่มาโดยตลอดจากการพูดคุยกับทางนาย  วิชญ์พัชร์ นั้นปรากฏว่าเขาเคย

ทะเลาะกับภรรยาค่อนข้างรุนแรงและมีการลงมือทำร้ายร่างกายกันแต่ก็ปรับความเข้าใจกันได้เรียบร้อยแล้วออกมาก็มีปัญหาเรื่องของสถานการณ์ทางการเงินในครอบครัวเพราะว่าช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรน่านั้นร้านเกมของเขาต้องปิดกิจการลงจึงทำให้ไม่มีรายได้ซึ่งเขาคิดว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญในการที่ภรรยาที่เข้าและลูกไปในครั้งนี้ก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  sagame mobile

พาเพื่อนมารุมทำร้าย ถึงในบริษัท

กลุ่มขี้เมาถูกเตือนจากเจ้าของบริษัทไม่ให้ฉี่ใส่กำแพง ทำให้ไม่พอใจพาเพื่อนมารุมทำร้าย ถึงในบริษัท

         ที่จังหวัดสมุทรปราการอำเภอสำโรงเหนือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากนายแบรนด์ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัททำเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการได้แจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เข้ามาทำร้ายตนเองถึงในบริษัทโดยมีหลักฐานเป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพเอาไว้ได้เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 เดือนมิถุนายนปีพศ2563

โดยเกิดเหตุในช่วงเวลาเย็นซึ่งนาย แบรนด์ได้แล้วให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งว่า ในช่วงวันเกิดเหตุนั้นตัวเขาเองอยู่ที่บริษัทซึ่งด้านหลังบริษัทนั้นจะอยู่ติดกับบ้านของผู้ก่อเหตุในช่วงที่เขาเดินไปด้านหลังนั้นเห็นว่าผู้ก่อเหตุและเพื่อนๆกำลังนั่งกินเหล้ากันอยู่

และมีผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มเดินมาฉี่ที่กำแพงด้านหลังบริษัทตัวของนายแบรนด์จะได้เดินออกไปตักเตือนว่าให้ไปฉี่ในห้องน้ำไม่ให้มาฉี่รดกำแพงซึ่งแน่นอนว่าตอนที่พูดคุยกันนั้นก็มีคนคนหนึ่งตะโกนออกมาว่าเดี๋ยวจะเอาน้ำมาล้างให้

ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเดินกลับมาทำงานที่บริษัทเหมือนเดิมแต่หลังจากนั้นช่วงเวลาเย็นๆกลุ่มชายที่กินเหล้าอยู่ด้านหลังบริษัทก็พากันขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดที่หน้าบริษัทและมีหนึ่งในกลุ่มนั้นได้ชักอาวุธปืนออกมาเพื่อข่มขู่ตนและมี 3 คนที่เดินเข้ามาในบริษัทและเข้ามาทำร้ายตนเอง

ถึงในบริษัทโดยมีการผลักอกและชกต่อยกันเกิดขึ้นซึ่งผ่านไปสักพักนึงก็มีเพื่อนของทั้ง 3 คนนั้นเข้ามาดึงตัวทั้ง 3 คนออกไปจากบริษัทและก็พากันขับรถออกไปส่วนตัวของนายแบรนด์นั้นจึงได้เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจพร้อมกับแฟนสาว

และนำคลิปจากกล้องวงจรปิดเพื่อไปเป็นหลักฐานด้วยและเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คนมารับทราบข้อกล่าวหาเขาก็ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือกระทำจริงโดยบอกว่าในวันดังกล่าวนั้นเขาคิดว่านายแบรนด์จะมาหา

เรื่องพวกเขาทำให้พวกเขานั้นเกิดความไม่พอใจจึงได้ก่อเหตุมาทำร้ายนาย แบรนด์ตามคลิปที่เห็นซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินในบริษัทของนายแบรนด์และตัวนายแฟนได้รับบาดเจ็บเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีเอาไว้และส่งตัวเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป

อย่างไรก็ตามผู้กระทำความผิดยอมรับสารภาพเพียงแค่ เรื่องของการทะเลาะวิวาทและชกต่อยกันเท่านั้น ส่วนเรื่องการนำอาวุธปืนมาข่มขู่นั้น พวกเขายืนยันไม่รู้เรื่องและบอกด้วยว่า ไม่รู้ว่าใครเอาปืนมาขู่และขู่ตอนไหน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    เว็บพนัน

มีหญิงสาวใส่แต่ชุดชั้นในวิ่งเข้ามากอดพร้อมขอความช่วยเหลือ 

เจ้าของร้านเครื่องเขียนตกใจ มีหญิงสาวใส่แต่ชุดชั้นในวิ่งเข้ามากอดพร้อมขอความช่วยเหลือ 

           มีรายงานข่าวเข้ามาจากสถานีตำรวจหาดใหญ่ว่าได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านให้มาระงับเหตุการณ์ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้น ที่อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลาโดยหญิงที่แจ้งความนั้นเป็นเจ้าของร้านเครื่องเขียนโดยเธอได้เล่าให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่าในขณะที่เธอกำลังเปิดร้านขายของอยู่นั้น

อยู่ดีๆก็มีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมองดูแล้วอายุน่าจะแค่ประมาณไม่เกิน 25 ปีเท่านั้นเธอเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์ตรงที่เจ้าของร้านนั่งอยู่แล้วเธอก็ขอเงินจำนวน 400 บาททำให้เจ้าของร้านนั้นรู้สึกงงเป็นอย่างมากที่อยู่ดีๆก็มีหญิงสาวเดินเข้ามาขอเงิน 400

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะถามว่าหญิงสาวคนนั้นจะเอาเงินไปทำอะไรก็พบว่ามีรถเก๋งคันนึงขับมาจอดที่หน้าร้านและเปิดประตูเข้ามาซึ่งคนที่เดินเข้ามานั้นเป็นผู้ชายอายุน่าจะราวๆประมาณ 30 ปีเมื่อหญิงสาววัย 25 ปีนั้นเห็นว่ามีผู้ชายเดินตามเข้ามา

เธอจึงวิ่งเข้าไปทางด้านหลังเคาน์เตอร์หลังจากนั้นก็ขอเสื้อผ้าของตนเองออกเหลือแต่ชุดชั้นในแล้วกอดเจ้าของร้านซึ่งเป็นผู้หญิงนั่นซึ่งฝ่ายชายนั้นบอกกับทางเจ้าของร้านว่าเขามารับตัวแฟนสาวของเขากลับบ้านสำหรับฝ่ายหญิงนั้นก็ก่อเจ้าของร้านนั่นแหละไม่ยอมไปกับฝ่ายชาย

เมื่อฝ่ายชายพยายามเรียกเท่าไหร่หญิงสาวก็ไม่ยอมออกไปสักทีเขาจึงเดินออกไปที่นอกร้านหลังจากนั้นทางเจ้าของร้านจึงได้มีการโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาที่ร้านพร้อมทั้งให้หาเสื้อผ้าให้หญิงสาวคนดังกล่าวใส่อย่างไรก็ตาม

เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงชายคนดังกล่าวกลับบอกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเขาเป็นพี่ชายของหญิงสาวคนดังกล่าวมาตามน้องสาวกลับบ้านซึ่งหญิงสาวยืนยันว่าเธอจะไม่กลับไปด้วยทำให้ชายคนดังกล่าวนั้นขึ้นรถเก๋งแล้วขับรถออกไปทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวหญิงสาวมาพูดคุย

แต่เธอนั้นพูดคุยไม่รู้เรื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงส่งตัวของหญิงสาวนั้นไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจอาการอย่างละเอียดและรอให้เธอนั้นสงบสติอารมณ์ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะได้สอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเบื้องต้นนั้นยังไม่ทราบว่าหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นเป็นใค

รมาจากไหนเมื่อคนตัวของเธอแล้วไม่พบเอกสารใดๆในตัวของเธอเลยอย่างไรก็ตามเมื่อนักข่าวลงไปขอสัมภาษณ์เจ้าของร้านขายเครื่องเขียนเธอก็ยืนยันว่าในครั้งแรกนั้นฝ่ายชายพูดว่าเป็นแฟนแต่เธอก็รู้สึกงงมากว่าทำไมเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงเขากลับบอกว่าเป็นแค่พี่ชายเท่านั้นซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้น่าจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นแน่นอนคงต้องรอฝ่ายหญิงให้มีสติกับมาครบถ้วนก่อนจึงจะสามารถทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

แม่ค้าสุดประทับใจงานยุ่งจนไม่มีเวลาเลี้ยงลูก

แม่ค้าสุดประทับใจงานยุ่งจนไม่มีเวลาเลี้ยงลูกได้ Grab ที่มาสั่งออเดอร์ช่วยดูลูกให้ 

            เรื่องราวที่น่าประทับใจนี้มีการแชร์กันผ่านทางโลกออนไลน์เมื่อมีแม่ค้าขายขนมจีนคนนึงเธอเปิดร้านขายขนมจีนที่บ้านพักของเธอซึ่งมีลูกค้ามา Order สั่งสินค้าเธอกันเป็นจำนวนมากแต่เนื่องจากแม่ค้าคนดังกล่าวนั้นเป็นแม่ค้าแม่ลูกอ่อนที่ยังมีลูกเล็กประมาณ 2-3 ขวบ

ทำให้การทำอาหารส่งลูกค้านั้นค่อนข้างเสียเวลาเพราะต้องทำงานไปเลี้ยงดูลูกไปอย่างไรก็ตามเธอได้มีการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อวันที่ 10 เดือนมิถุนายนปีพศ2563 ว่าในวันนั้นมีพนักงาน grabbike จำนวน 2 คนขับรถมาสั่งออเดอร์ขนมจีนที่ร้านของเธอ

แต่ช่วงจังหวะงั้นเธออยู่บ้านคนเดียวเนื่องจากสามีของเธอนั้นออกไปส่งของเธอจึงต้องดูแลลูกไปด้วยและทำขนมจีนไปด้วยซึ่งเป็นอะไรที่ทำได้ยากมากขอดูของเธอนั้นค่อนข้างซนอย่างไรก็ตามเมื่อ Grab Bike เห็นดังนั้นเขาทั้งสองคนก็พากันช่วยเลี้ยงดูลูกของเธอ

ให้เธอเมื่อเธอหันไปเห็นก็เห็นว่าหนูแคปนั้นอมลูกของเธอและพากันแร่นจึงทำให้เธอนั้นมีเวลาที่จะทำของที่ลูกค้าสั่งทำให้เธอเกิดความรู้สึกประทับใจกับภาพที่เห็นเธอจึงได้มีการถ่ายรูปดังกล่าวไว้โดยหวังว่าจะเอารูปนี้ให้สามีของเธอดูเพื่อให้สามีของเธอนั้นรีบกลับมาช่วยงานเธอแต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่เธอมีความรู้สึกว่าพนักงานGrab Bikeนั้น

น่ารักเป็นคนดีเธอจึงได้ถ่ายรูปนี้แล้วโพสต์ลง Facebook เพื่อบอกเล่าเรื่องราวถึงความน่ารักของพนักงาน Grab Bike และอยากจะให้หลายๆคนได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของพนักงาน  ยังไงก็ตามข้อความของเธอนั้นได้มีการโพสต์ออกไปก็มีคนมาแชร์กันมากมายเพราะต่างก็เห็นด้วยกับเจ้าของโพสต์ว่าพนักงาน Grab Bike นี้น่ารักจริงๆ

ทำทุกอย่างได้หมดซึ่งหญิงสาวเจ้าของโพสต์ยังบอกอีกด้วยว่าด้วยความที่พนักงาน Grab Bike นั้นช่วยดูแลลูกให้เธอจึงได้ตอบแทนน้ำใจเล็กๆน้อยๆให้กับพนักงาน Grab Bike กระทั้งคู่ด้วยการให้ขนมจีนไปรับประทานคนละ 1 กล่อง 

           สำหรับเรื่องราวที่กำลังมีการใช้อยู่นี้ถือว่าเป็นความประทับใจที่ควรจะมีการส่งต่อเพื่อทำให้รู้ว่าคนไทยนั้นไม่ว่าจะสายงานอาชีพอะไรก็ยังมีคนดีอยู่ในสังคมเช่นเดียวกันซึ่งระวังจะเห็นพนักงาน Grab นั้นมักมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับกลุ่มคนขับรถวินมอเตอร์ไซค์หรือบางทีก็ทะเลาะกับลูกค้าแต่ในครั้งนี้เราได้เห็นมุมมองดีๆของพนักงานGrab Bikeคนอื่นว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่ดีพนักงานGrab Bike  บางคนก็มีดีเหมือนกัน

 

สนับสนุนโดย  sagame1688

ห้ามโพสต์รูปเบียร์ลงใน Facebook ถูกจับจริงปรับ 50,000 บาท

   มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ที่เขานั้นได้มีการไปโพสต์บอกเล่าเรื่องราวที่เขานั้นได้มีการไปโพสต์รูปเบียร์ซึ่งเขาระบุด้วยว่ามีพรบคุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์จึงเท่าไรมีการโพสต์รูปเบียร์หรือแม้แต่เขียนถึงเบียร์ก็ตามหรือบอกเล่าเรื่องราวของเบียร์ว่าเป็นยี่ห้ออะไร

คือถ้าโพสต์ข้อความอะไรที่เกี่ยวกับเบียร์แล้วบอกถึงยี่ห้อของเบียร์ชนิดนั้นๆก็จะทำให้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมทันทีและแน่นอนว่าการที่เราโพสต์แบบนี้ถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมายซึ่งจะต้องถูกปรับอย่างตามนั้น 50,000 บาท

และยังทำให้เสียประวัติว่าเคยถูกจับกุมอีกด้วยโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้มีการแชร์ประสบการณ์ของตนเองจากชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีการโพสต์ใน Facebook ส่วนตัวเมื่อวันที่ 7 เดือนมิถุนายนปีพศ2563 โดยเขาเล่าว่าเขาได้มีการโพสต์ภาพรูปเบียร์แล้วติดโลโก้ของเบียร์ยี่ห้อหนึ่งลงไป

ใน Facebook หลังจากนั้นเขาก็ได้รับจดหมายส่งตรงมาถึงเขาที่บ้านทันทีพร้อมทั้งให้เขาเดินทางไปพบกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและเมื่อเขาเดินทางไปตามนัดก็พบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าเขานั้นทำผิดพ. รบการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะเขานั้น

ได้มีการโพสต์ภาพและพจน์ยี่ห้อหรือโพสต์ชวนเพื่อนให้ไปดื่มแอลกอฮอล์ดื่มเบียร์ทำให้เขาถูกจับกุมและถูกปรับเงินทันทีเป็นเงิน 50,000 บาทอย่างไรก็ตามเขาได้พยายามต่อสู้คดีนี้โดยให้เหตุผลในเรื่องของการโพสต์ว่าเป็นการโพสต์ข้อมูลทั่วๆไปและไม่ได้มีเจตนาจะสื่อเชิญชวนให้ใครกินเบียร์ยี่ห้ออะไรแต่อย่างไรก็ตามเมื่อถึงศาลก็ตัดสินให้เขามีความผิดรวมถึงจะต้องมีเจ้าหน้าที่ควบคุมความประพฤติมาเยี่ยมเยียนของเขาที่บ้านและที่สำคัญ

เขาจะต้องมีการไปเป็นอาสาทำความดีเพราะเขาถูกรอลงอาญาประมาณ 1 ปีซึ่งเขาบอกว่าเพียงแค่โพสต์เล่นสนุกๆแค่นั้นก็ทำให้เขาต้องเสียประวัติว่าเขาเคยมีประวัติติดคุกรวมถึงเขาต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาที่ไปทำเรื่องถึงโรงถึงศาลอีกด้วย

อย่างไรก็ตามเขาได้มีการใช้ข้อมูลบอกเพื่อนในโลกโซเชียลว่าให้ทุกคนนั้นระวังเรื่องของการโพสต์ข้อมูลในโลก Facebook ให้ดีเพราะหลายคนคงอาจจะไม่รู้ว่ามีกฎหมายคุ้มครองเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งตัวเขาเองก็คือหนึ่งในนั้นที่ไม่รู้ข้อความและในที่สุดนั้นเขาก็ถูกจับกุมและต้องเสียเงินถึง 5 หมื่นกว่าบาทเลยทีเดียวอย่างไรก็ตาม

สิ่งที่มีการคุ้มครองนั้นเราจะต้องไม่พ้นเชิญชวนให้ใครมาดื่มเบียร์รวมถึงไม่ระบุยี่ห้อของเบียร์และห้ามโพสต์แก้วเบียร์หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ทั้งหมดเพราะถ้าหากทางกระทรวงไอทีจับได้ว่าเรามีการโพสต์ข้อความเหล่านี้ลง Facebook พวกเขาก็จะส่งเอกสารและหมายศาลส่งมาถึงบ้านเราในทันทีและเราก็จะกลายเป็นผู้ที่ทำความผิดและมีคดีติดตัวทันทีเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  bk8

มิติใหม่แห่งการขายของด้วยการไลฟ์สด

มิติใหม่แห่งการขายของด้วยการไลฟ์สดเมื่อแม่ค้าแต่งหน้าผีขายเสื้อผ้ามือสอง

          กำลังเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์เป็นอย่างมากเกี่ยวกับการขายสินค้ามือสองของแม่ค้าคนหนึ่งซึ่งเธอได้สร้างปรากฏการณ์และมิติใหม่ของการขายของด้วยการแต่งหน้าผีมาขายของโดยเธอนั้นเป็นแม่ค้าขายของออนไลน์ซึ่งเธอจะรับเสื้อผ้ามือสองมาจากโรงเกลือแล้ว

นำมาไลฟ์สดในการขายของโดยปกติแล้วเสื้อผ้าของเธอในการไลฟ์สดขายของนั้นมักจะมีลูกค้าที่เข้ามาซื้อและมาชมการไลฟ์ขายของเธอเพียงครั้งละ 40-50 คนเท่านั้นแต่หลังจากที่เธอมีการเปลี่ยนแปลงสไตล์การแต่งตัวในการขายของเธอคนปรากฏว่ามียอดคนที่เข้ามาติดตามชมเธอไลค์ขายของกันเยอะมากและสินค้าของเธอ

ก็ขายได้มากเช่นเดียวกันด้วยเหตุการณ์ในครั้งนี้แม่ค้าขายของที่กำลังเป็นกระแสพูดถึงอยู่ในขณะนี้ได้ออกมาถึงแนวความคิดในเรื่องของการแต่งหน้าผีไลฟ์สดในการขายเสื้อผ้ามือสองว่าอันที่จริงแล้วเธอขายของตามปกติของเธอซึ่งวันนึงก็จะขายได้ไม่มากนักเท่าไหร่เธอเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้ามือสองซึ่งเธอจะไปรับมาจากตลาดโรงเกลือหรือแม้บางครั้งก็จะมีเพื่อนๆ

ที่รู้จักกันนำเสื้อผ้าคนที่เสียชีวิตแล้วมาให้เธอขายดังนั้นด้วยความกลัวที่ว่าเสื้อผ้ามือสองเรานั้นอาจจะเป็นเสื้อของคนตายเธอจึงนำเสื้อผ้ามือสองทุกตัวไปที่วัดเพื่อให้พระทำการบังสกุลให้อย่างไรก็ตามในวันแรกที่เธอแต่งหน้าผีขายเสื้อผ้ามือสองนั้นเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะแต่งหน้าผีเพียงแต่ว่าวันนั้นน้ำประปาที่บ้านไม่ไหลเธอ

ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยแต่งหน้าผีซะเลยหลังจากที่เธอแต่งหน้าผีนั้นจากคนที่ดูอยู่ที่ประมาณ 50 คนพบว่าในวันดังกล่าวนั้นยอดคนที่เข้ามาดูเธอนั้นมากถึง 4000 คนเลยทีเดียวและที่สำคัญในวันนั้นเธอสามารถขายเสื้อผ้ามือสองของเธอได้เยอะมาก

โดยในข้อความที่เธอไลฟ์สดขายของนั้นมักจะบอกกับลูกค้าว่าเสื้อผ้าทุกตัวนั้นเป็นของคนตายและไม่จำเป็นที่ลูกค้าก็ต้องกลัวเนื่องจากสภาพครอบครัวของเธอนั้นสะพานการบังสกุลใบเรียบร้อยแล้วดังนั้นคนตายจะไม่มาส่งเสื้อผ้าอย่างแน่นอน

ซึ่งนี่คือมิติใหม่ของการขายเสื้อผ้ามือสองเพราะหลังจากที่เธอออกแนวการแต่งตัวแบบนี้รวมถึงการพูดจาแบบนี้ผลปรากฏว่าเสื้อผ้ามือสองของเธอนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียวและหลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอก็เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวในการถ่ายของเธอมาเป็นการแต่งหน้าผีซึ่งเธอจะมีการปรับเปลี่ยนการแต่งหน้าของเธออยู่เรื่อยๆเพื่อไม่ให้ลูกค้านั้นขนาดซ้ำซากจำเจและหลังจากนั้นก็ทำให้โลกออนไลน์นั้นได้มีการพูดถึงการไรท์ขายเสื้อผ้ามือสองของเธอ

เดินเพ่นพ่านมันไปทั่วนั่นเองอย่างไรก็ตามเธอได้มีการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการขายเสื้อผ้ามือสองของเธอด้วยว่าในช่วงแรกๆนั้นเธอเคยพบเกี่ยวกับเรื่องของควันซึ่งเธอคิดว่าน่าจะเป็นวิญญาณของเจ้าของเสื้อหรืออาจจะเป็นวิญญาณของพวกผีที่อยู่ในบ้านของเธอ

ซึ่งทำให้เธอนั้นกลัวมากเหมือนกันแต่ก็ต้องทำมาหากินดังนั้นทุกครั้งก่อนที่เธอจะมีการไร้เสื้อผ้าขายเธอจึงต้องจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเพื่อขอขมาลาโทษก่อนที่จะมีการขายของทุกครั้งส่วนยอดเงินที่เธอขายได้นั้นส่วนหนึ่งก็คือนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของตนเองและอีกส่วนหนึ่งเธอก็จะนำไปทำบุญให้กับเจ้าของเสื้อผ้า

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8

สามีภรรยาถูกหวย 12 ล้านหลังจากขึ้นเงินเสร็จ พบสามีหอบเงินหนีหาย

           เมื่อวันที่ 30 เดือนพฤษภาคมพศ2563 ช่วงเวลาประมาณใกล้เที่ยง  แม่หญิงสาวคนหนึ่งอายุประมาณ 45 ปีได้เดินทางมาที่สำนักงานทนายความของทนายรณณรงค์แก้วเพ็ชร์

  เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมต้องการให้ทนาย รณรงค์เข้าทำการช่วยเหลือโดยเธอได้มีการให้ข้อมูลกับทนายความว่าเธอนั้นอยู่กินกับแฟนหนุ่มมาประมาณ 2 ปีแล้วซึ่งเธอและแฟนหนุ่มนั้นอยู่ด้วยกันเหมือนสามีภรรยาทั่วไปเพียงแต่ไม่ได้จดทะเบียนกันไม่อยู่มาวันหนึ่งเธอและแฟนหนุ่มของเธอนั้นขับรถไปเที่ยวที่ต่างจังหวัดหลังจากนั้นก็มีการซื้อลอตเตอรี่มาจำนวน 5 ใบผลปรากฏว่าลอตเตอรี่ดังกล่าวนั้น

ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบซึ่งได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 12 ล้านบาทเธอให้ข้อมูลว่ารถเตอรี่ดังกล่าวนั้นเธอเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการซื้อเองทั้งหมดเพียงแต่ว่าฝากให้สามีเป็นคนพิเศษครอบครองเอาไว้

ซึ่งโดยปกติแล้วเธอและสามีก็ซื้อลอตเตอรี่แบบนี้เป็นประจำและก็จะฝากให้สามีเป็นคนเก็บเงินเป็นประจำอยู่แล้วสำหรับลอตเตอรี่งวดที่เธอถูกนั้นเป็นงวดประจำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีพศ. 2563 ซึ่งหลังจากที่ถูกลอตเตอรี่แล้วสามีของเธอนั้นก็ได้นำลอตเตอรี่ไปทำการขึ้นเงินที่กองสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จังหวัดนนทบุรีหลังจากนั้นก็กลับมาอยู่บ้านแล้วนำเงินบางส่วนมาให้เธอเอาไปใช้หนี้แต่เงินส่วนใหญ่นั้น

ก็ยังคงอยู่กับสามีจนเวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือนสามีของเธอได้บอกว่าจะขอกลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัดหลังจากนั้นสามีของเธอก็ออกจากบ้านและเธอก็ไม่สามารถติดต่อสามีของเธอได้อีกเลยไม่ว่าจะติดต่อทางโทรศัพท์มือถือหรือทาง LINE ก็ถูกบล็อคหมดทำให้เธอเริ่มมั่นใจแล้วว่าสามีของเธอนั้นกำลังจะทิ้งเธอและนำเงินที่ถูกหวยไปด้วย

เธอจึงได้เข้ามาติดต่อให้ทนายความช่วยให้ทำการช่วยเหลือเพราะเธอไม่มั่นใจว่าหากไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วเธอจะสามารถเอาเงินส่วนนั้นมาใช้ได้หรือไม่เบื้องต้นนั้นเธอได้มีการให้ข้อมูลว่าเธอทำงานเป็นพนักงานบริษัทขายของส่วนสามีของเธอนั้นก็ทำงานขับรถแท็กซี่ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยรักและอยู่ด้วยกันดีมาโดยตลอดแต่พอมาถูกรางวัลที่ 1 นั้น

สามีของเธอก็เปลี่ยนไปอีกทั้งยังออกเงินรางวัลที่ได้นั้นไปหมดและไม่ได้แบ่งให้เธอเลย อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวนี้ทนายรณรงค์ได้มีการแนะนำให้หญิงสาวคนดังกล่าวนั้นไปรวบรวมหาหลักฐานเพิ่มเติมมาให้ได้เกี่ยวกับเรื่องของการซื้อลอตเตอรี่

และการถูกรางวัลซึ่งหากมีหลักฐานต่างๆเหล่านี้ทนายความยืนยันว่าเงินที่ถูกลางวันนั้นสามารถที่จะแบ่งกันได้คนละครึ่งโดยที่ทั้งคู่ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสกันก็ได้

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าsagame

ตัดหัวฆ่าลูกเพราะอับอาย

สาว 13 ปีถูกพ่อแท้ๆย่องไปตัดหัวหลังสร้างความอับอายให้ครอบครัวด้วยการหนีคดีอยู่กับผู้ชาย 

    ที่ประเทศอิหร่าน สำนักข่าวแห่งหนึ่งรายงานข่าวว่า มีครอบครัวหนึ่งได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจบอกว่าลูกสาวของเขานั้นอายุ 13 ปีได้หายตัวออกไปจากบ้านซึ่งเขามีความเชื่อมั่นว่าลูกสาวของเขานั้นอาจจะหนีไปอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง

ซึ่งอายุห่างกันถึงโดยผู้ชายคนดังกล่าวนั้นมีอายุสูงถึง 34 ปีด้วยกันซึ่งครอบครัวของฝ่ายหญิงนั้นได้พยายามกีดกันไม่ให้ลูกสาวไปอยู่กับผู้ชายที่มีอายุมากขนาดนั้นแต่ดูเหมือนว่าเด็กสาววัย 13 ปีจะไม่เชื่อฟังและได้หายตัวออกไปจากบ้าน

ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีการติดตามตัวจนใช้ระยะเวลาในการตามหาตัว 5 วันก็พบว่าหญิงสาววัย 13 ปีเล่นหนีไปอยู่กับชายอายุ 34 ปีจริงๆทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวหญิงสาวกลับมาส่งให้พ่อแม่ที่บ้านซึ่งระหว่างทางนั้นเธอได้ขอร้องอ้อนวอนเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะได้ส่งตัวเธอกลับไปที่บ้านเลยเพราะเธอเกรงว่าพ่อของเธอนั้นถ้าเธอแน่นอนเมื่อเธอกลับไปถึงบ้าน

แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีทางเลี่ยงเพราะตามหลักกฎหมายแล้วจะต้องมีการทรงตัวเด็กไปให้กับผู้ปกครองเท่านั้นและเมื่อหญิงสาวกลับไปถึงบ้านในระหว่างที่เธอกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องนอนของเธอนั้นเองพ่อของเธอก็ได้นำเคียวเกี่ยวหญ้ามาทำการตัดที่ศีรษะของเธอจนขาดกระเด็น

จนเป็นสาเหตุทำให้เธอนั้นเสียชีวิตคาที่ทันทีหลังจากนั้นพ่อของเธอก็ได้มีการโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเกิดเหตุมีคนถูกตัดคอเสียชีวิตอยู่ที่บ้านพักและเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงพ่อของหญิงสาวก็ได้ยินยอมมอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดยเขาให้เหตุผลในการฆ่าลูกสาวของตนเองในการนี้ว่าลูกสาวของเขานั้นสร้างความอับอายความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับครอบครัวเป็นอย่างมากด้วยการที่เธอหนีออกจากบ้านไปอยู่กับผู้ชายซึ่งผู้ชายคนดังกล่าวนั้นเป็นผู้ชายที่ทางครอบครัวไม่ยอมรับอย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการควบคุมผู้ก่อเหตุไปไว้ที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้ว

แต่สำหรับในเรื่องของการพิพากษาดำเนินคดีนั้นเชื่อว่าชายคนดังกล่าวนั้นจะไม่ถูกสั่งประหารชีวิตแน่นอนเนื่องจากว่าบทลงโทษของศาสนาอิสลามนั้นมีการยกเว้นสำหรับผู้ปกครองที่จะสามารถฆ่าบุตรของตนเองได้โดยหากบุคคลนั้นสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้ปกครองของตนเอง

ซึ่งเป็นการทำผิดกฎทางศาสนานั้นเองเพราะของเด็กอาจจะถูกจำคุกแต่จะไม่ถูกประหารชีวิตอย่างแน่นอนสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยข้อมูลว่าสำหรับผู้ที่เสียชีวิตจากการที่ถูกฆ่าเพราะครอบครัวอับอายนั้นมีจำนวนมากโดยเชื่อกันว่าจำนวนผู้ที่ถูกฆ่าตายจากการถูกฆ่าเพื่อล้างความอายนั้นมีมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของยอดคนตายทั้งหมดภายในประเทศเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  sagame

จับได้ครบซะที แก๊งอุ้มบุญข้ามชาติ ตำรวจปิดคดีอย่างสวยงาม

           หากยังเคยจำกันได้ดีเกี่ยวกับคดีหนึ่งที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามคดีนี้มาอย่างยาวนานหลายเดือนนั่นคือคดีแก็งอุ้มบุญซึ่งคดีดังกล่าวนั้นหากนับย้อนไปแล้วเป็นคดีที่สร้างความตกใจให้กับคนไทยอย่างมากโดยคดีดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อนบ้านหลังหนึ่งได้มีการแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สงสัยว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นจะมีการค้ายากัน

หรือไม่หรือมีการค้าประเวณีกันหรือไม่เนื่องจากว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านหลังใหญ่เหมือนบ้านคนรวยทั่วไปแต่ที่แตกต่างกันก็คือชาวบ้านมักจะเห็นผู้หญิงอยู่อาศัยภายในบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่ที่อยู่อาศัยในบ้านหลังเก่านั้น

ก็มักจะเป็นหญิงสาวที่มีการตั้งครรภ์อยู่และเมื่อทั้งเจ้าหน้าที่ได้ทำการขอหมายค้นเข้าไปตรวจค้นก็พบว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีหญิงสาวเป็นจำนวนมากซึ่งมีการตั้งครรภ์อยู่และยังมีชายชาวต่างชาติซึ่งเป็นชาวจีนรวมถึงมีหมอและแม่บ้านคอยดูแลและเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนก็พบว่าหญิงสาวดังกล่าวนั้น

เป็นหญิงสาวชาวไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์ซึ่งเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วเด็กทารกจะถูกนำตัวส่งไปที่ประเทศจีนดูเหตุการณ์ครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สามารถสืบค้นจนทราบได้ว่าเป็นการทำแบบกระบวนการซึ่งมีการนำเด็กทารกนั้นไปขายให้กับคนจีนเป็นจำนวนหลายร้อยคนแล้วและหากย้อนเป็นระยะเวลาตั้งแต่ครั้งนี้เริ่มต้นกิจการมาก็พบว่าเด็กแต่ละคนจะถูกส่งตัวไปที่ประเทศจีนและไม่เคยกลับมาที่เมืองไทยอีกเลยซึ่งเราไม่รู้ว่าปลายทางแล้ว

เด็กไปอยู่ที่เมืองจีนในลักษณะแบบไหนกันแน่โดยแม่แต่ละคนที่มาอุ้มบุญนั้นจะได้ค่าคอมบุญคนละประมาณห้าแสน บาทหลังจากที่มีการคลอดเด็กออกแล้ว เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งแถวบริเวณย่านลาดพร้าวในเขตกรุงเทพฯนี่เองอย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการจับกุมตัวผู้คนที่อยู่ในบ้านหลังดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการขยายผลออกไปจนสามารถที่จะทำการปิดคดีนี้ได้ในที่สุดโดยก่อนหน้านั้นได้มีการเปิดคดีนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 13 เดือนกุมภาพันธ์ปีพ.ศ 2553

ซึ่งในครั้งนั้นจับตัวคนร้ายได้ทั้งสิ้น 10 คนแต่หลังจากที่ปิดคดีเรียบร้อยแล้วเราสามารถที่จะควบคุมตัวคนร้ายได้ทั้งหมด 30 คนด้วยกันซึ่งจะมีทั้งในหน้าชาวจีนและมีในหน้าที่เป็นคนไทยที่เป็นคนจัดหาผู้หญิงมาทำการอุ้มบุญและยังมีเรื่องของคนที่คอยให้ความสะดวกสบายกับผู้หญิงที่คอยอุบลนั่นก็คือกลุ่มแม่บ้านและคนขับรถและยังมีคนคอยที่จะดูแลเด็ก

ที่เพิ่งคลอดออกมาใหม่ๆก่อนที่จะส่งตัวไปที่ประเทศจีนรวมถึงยังมีบุคลากรทางการแพทย์ที่คอยมาดูแลผู้หญิงในช่วงที่มีการคลอดบุตรอีกด้วยซึ่งครั้งนี้คนทั้ง 23 คนนี้ทำการจับกุมได้หมดแล้วยังเหลือเพียงแค่อีกคนเดียวเท่านั้นซึ่งตอนนี้หนีคดีอยู่ที่ประเทศจีนแต่อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยก็ได้มีการประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

 

สนับสนุนโดย  sagame เอเชีย

นักร้องคนดังเพชร  โพธาราม  ชีวิตตกอับ

นักร้องคนดังเพชร  โพธาราม  ชีวิตตกอับภรรยาป่วยเป็นอัมพฤกษ์ตนเองก็เป็นโรคหูตึงวอนขอความช่วยเหลือ 

       อดีตนักร้องคนดัง เพชร โพธาราม  ซึ่งเป็นนักร้องดังสมัยพุ่มพวงดวงจันทร์ซึ่งตอนนี้เขาเองอายุเกือบ 70 ปีแล้วขณะนี้กำลังประสบปัญหายากจนต้องการที่จะเจอบิณฑ์บรรลือฤทธิ์เพื่อให้ช่วยพาไปรักษาโรคอาการหูตึงซึ่งเมื่อนักข่าวลองไปที่บ้านของนักร้องคนดัง

ก็พบว่าที่บ้านหลังดังกล่าวนั้นนายเพชรอยู่กับภรรยาเพียงสองคนเท่านั้นโดยในขณะนี้นายเพชรนั้นมีอาการของโรคหูตึงส่วนภรรยาของนายเพชรนั้นป่วยเป็นอัมพฤกษ์ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ซึ่งทั้งคู่ได้ให้ข้อมูลกับทางนักข่าวว่าตั้งแต่ที่นายเพชรประสบอุบัติเหตุนั้นงานที่ได้รับก็ลดน้อยลงไม่ค่อยมีคนจ้างไปร้องเพลงสักเท่าไหร่

และที่สำคัญนายเพชรนั้นเป็นนักร้องที่อายุสูงมากแล้วผู้คนก็ไม่ค่อยสนใจที่จะฟังเพลงรุ่นเก่าๆสักเท่าไหร่ยิ่งมาประสบกับปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้รายได้ที่เคยมีบ้างเป็นบางวันกลับไม่มีเลยทำให้ตอนนี้ครอบครัวของนายเพชรไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายและไม่มีเงินไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยภรรยาของนายเพชรล่ะว่าปัจจุบันนี้อยู่กับสามีสองคนถึงแม้ว่า ทั้งสองคนนั้นจะมีลูกด้วยกัน

แต่ลูกๆของพวกเขาเองก็ลำบากไม่แพ้กันตอนนี้พวกเขามีเงินคนพิการไว้คอยใช้จ่ายในครัวเรือนซึ่งพวกเขานั้นต้องซื้อกับข้าวกินวันละ 1 ถุงเท่านั้นโดย 1 ถุงนี้แบ่งกันกิน 2 คนและต้องกินให้ได้ 3 มื้อทำให้ตอนนี้พวกเขาลำบากมากเพราะเงินเก็บที่ต้องการที่จะเอาไว้รักษาตัวก็เหลือน้อยลงทุกทีโดยภรรยาของนักร้องคนดังยังให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตา

อีกว่าทุกวันนี้จะพูดคุยกับสามีก็พูดคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเนื่องจากว่าสามีไม่ค่อยได้ยินที่ตัวเองพูดออกไปตอนนี้ไม่มีใครมาจ้างสามีไปร้องเพลงทำให้ไม่มีเงินไปหาหมอแล้วก็ไม่มีเงินใช้จ่ายตอนนี้ทั้งตนเองและสามีต่างก็ป่วยหนักซึ่งนอกจากสามีจะป่วยเป็นโรคหูตึงแล้วยังเป็นโรคไตระยะที่ 4 อีกด้วยส่วนตัวของภรรยาของนายเพชรนั้นก็ป่วยเป็นอัมพฤกษ์มานานถึง 5 ปีแล้ว

ไม่ได้ช่วยสามีหาเงินมานานแล้วทำให้ในตอนนี้นั้นทั้งคู่จึงไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจึงได้แต่หวังว่าแฟนเพลงที่เคยรักใคร่กันดีมาและช่วยเหลือครอบครัวของตนด้วยการจ้างนายเพชรกลับไปร้องเพลงอีกครั้งหนึ่งซึ่งไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้เงินมากมาย

ขอเพียงแค่มีเงินเอาไว้กินไว้ใช้ก็พอแล้วโดยภรรยาของนายเพชรบอกว่าหากด้านในร้องเพลงจะให้เท่าไหร่ก็เอาเพราะตอนนี้ถ้าจะไม่มีเงินติดตัวกันเลยทั้งคู่เนื่องจากเวลาที่ไปหาหมอก็ต้องจ้างคนอื่นพาไปซึ่งเสียเงินค่าจ้างถึง 300 บาทด้วยกันตอนนี้ทั้งคู่หวังว่า

อยากจะเจอกับพระเอกคนดังบินบริษัทก็เคยดูข่าวแล้วพบว่าเขาเคยช่วยนักร้องรุ่นเก่าคนหนึ่งที่ประสบปัญหาเหมือนกันพาไปรักษาพยาบาลซึ่งตัวพวกเขาเองก็อยากจะให้ทางพระเอกบิณฑ์บรรลือฤทธิ์เข้ามาช่วยเหลือพาไปรักษาอาการโรคหูตึง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัครsagame