นักร้องคนดังเพชร  โพธาราม  ชีวิตตกอับ

นักร้องคนดังเพชร  โพธาราม  ชีวิตตกอับภรรยาป่วยเป็นอัมพฤกษ์ตนเองก็เป็นโรคหูตึงวอนขอความช่วยเหลือ 

       อดีตนักร้องคนดัง เพชร โพธาราม  ซึ่งเป็นนักร้องดังสมัยพุ่มพวงดวงจันทร์ซึ่งตอนนี้เขาเองอายุเกือบ 70 ปีแล้วขณะนี้กำลังประสบปัญหายากจนต้องการที่จะเจอบิณฑ์บรรลือฤทธิ์เพื่อให้ช่วยพาไปรักษาโรคอาการหูตึงซึ่งเมื่อนักข่าวลองไปที่บ้านของนักร้องคนดัง

ก็พบว่าที่บ้านหลังดังกล่าวนั้นนายเพชรอยู่กับภรรยาเพียงสองคนเท่านั้นโดยในขณะนี้นายเพชรนั้นมีอาการของโรคหูตึงส่วนภรรยาของนายเพชรนั้นป่วยเป็นอัมพฤกษ์ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ซึ่งทั้งคู่ได้ให้ข้อมูลกับทางนักข่าวว่าตั้งแต่ที่นายเพชรประสบอุบัติเหตุนั้นงานที่ได้รับก็ลดน้อยลงไม่ค่อยมีคนจ้างไปร้องเพลงสักเท่าไหร่

และที่สำคัญนายเพชรนั้นเป็นนักร้องที่อายุสูงมากแล้วผู้คนก็ไม่ค่อยสนใจที่จะฟังเพลงรุ่นเก่าๆสักเท่าไหร่ยิ่งมาประสบกับปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้รายได้ที่เคยมีบ้างเป็นบางวันกลับไม่มีเลยทำให้ตอนนี้ครอบครัวของนายเพชรไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายและไม่มีเงินไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยภรรยาของนายเพชรล่ะว่าปัจจุบันนี้อยู่กับสามีสองคนถึงแม้ว่า ทั้งสองคนนั้นจะมีลูกด้วยกัน

แต่ลูกๆของพวกเขาเองก็ลำบากไม่แพ้กันตอนนี้พวกเขามีเงินคนพิการไว้คอยใช้จ่ายในครัวเรือนซึ่งพวกเขานั้นต้องซื้อกับข้าวกินวันละ 1 ถุงเท่านั้นโดย 1 ถุงนี้แบ่งกันกิน 2 คนและต้องกินให้ได้ 3 มื้อทำให้ตอนนี้พวกเขาลำบากมากเพราะเงินเก็บที่ต้องการที่จะเอาไว้รักษาตัวก็เหลือน้อยลงทุกทีโดยภรรยาของนักร้องคนดังยังให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตา

อีกว่าทุกวันนี้จะพูดคุยกับสามีก็พูดคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเนื่องจากว่าสามีไม่ค่อยได้ยินที่ตัวเองพูดออกไปตอนนี้ไม่มีใครมาจ้างสามีไปร้องเพลงทำให้ไม่มีเงินไปหาหมอแล้วก็ไม่มีเงินใช้จ่ายตอนนี้ทั้งตนเองและสามีต่างก็ป่วยหนักซึ่งนอกจากสามีจะป่วยเป็นโรคหูตึงแล้วยังเป็นโรคไตระยะที่ 4 อีกด้วยส่วนตัวของภรรยาของนายเพชรนั้นก็ป่วยเป็นอัมพฤกษ์มานานถึง 5 ปีแล้ว

ไม่ได้ช่วยสามีหาเงินมานานแล้วทำให้ในตอนนี้นั้นทั้งคู่จึงไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจึงได้แต่หวังว่าแฟนเพลงที่เคยรักใคร่กันดีมาและช่วยเหลือครอบครัวของตนด้วยการจ้างนายเพชรกลับไปร้องเพลงอีกครั้งหนึ่งซึ่งไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้เงินมากมาย

ขอเพียงแค่มีเงินเอาไว้กินไว้ใช้ก็พอแล้วโดยภรรยาของนายเพชรบอกว่าหากด้านในร้องเพลงจะให้เท่าไหร่ก็เอาเพราะตอนนี้ถ้าจะไม่มีเงินติดตัวกันเลยทั้งคู่เนื่องจากเวลาที่ไปหาหมอก็ต้องจ้างคนอื่นพาไปซึ่งเสียเงินค่าจ้างถึง 300 บาทด้วยกันตอนนี้ทั้งคู่หวังว่า

อยากจะเจอกับพระเอกคนดังบินบริษัทก็เคยดูข่าวแล้วพบว่าเขาเคยช่วยนักร้องรุ่นเก่าคนหนึ่งที่ประสบปัญหาเหมือนกันพาไปรักษาพยาบาลซึ่งตัวพวกเขาเองก็อยากจะให้ทางพระเอกบิณฑ์บรรลือฤทธิ์เข้ามาช่วยเหลือพาไปรักษาอาการโรคหูตึง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัครsagame

คุณป้าถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาขยะ

คุณป้าถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาขยะ ส่วนป้ายอมรับมีขยะจริงแต่ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นเป็นขยะที่เอาไว้สำหรับขาย 

             ปัญหาเกี่ยวกับเพื่อนบ้านทะเลาะกันนั้นมีมาอย่างยาวนานและมีเกือบทุกหมู่บ้านทุกจังหวัดซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านติดกันได้ออกมาโพสต์ Facebook เพื่อร้องเรียนเพื่อนบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งเธอบอกว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นนำขยะออกมาทิ้งบ้านข้างๆซึ่งเป็นบ้านร้างและทำให้บ้านของเธอ

ซึ่งอยู่ติดกันได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากตนเองนั้นก็มีเด็กเล็กอยู่ภายในบ้านและก็ยังมีคนแก่ซึ่งหมู่บ้านของเธอนั้นนอกจากจะมีขยะเยอะแล้วยังมีพวกดมกาวทำให้เธอและครอบครัวหวาดกลัวมากกับหมู่บ้านที่มีคนพฤติกรรมแบบนี้ซึ่งหลังจากที่ได้มีการร้องเรียนออกไปนักข่าวก็ได้มีการลงไปสำรวจพื้นที่ดังกล่าวพบว่าบ้านหลังที่ระบุว่าเป็นบ้านที่เก็บขยะนั้น

มีขยะล้นจากในบ้านออกมาถึงนอกบ้านแต่ขยะส่วนใหญ่นั้นเป็นขยะที่สามารถนำไปขายได้เป็นพวกกล่องหรือแม้แต่ของเล่นเก่าๆและไม่มีกลิ่นเหม็นแต่อย่างใดจากการเข้าไปสอบถามเจ้าของขยะซึ่งเป็นคุณป้าอรุณวัย 65 ปีซื้อให้ข้อมูลว่าเธอนั้นมีอาชีพขายของเก่าโดยปกติแล้วสามีของเธอจะเป็นคนนำของเก่าไปขายแต่เมื่อ 2 เดือนก่อนหน้านั้น

สามีของเธอได้ประสบอุบัติเหตุและขณะนี้เป็นอัมพาตไม่สามารถลุกเดินได้จึงเป็นหน้าที่ของเธอคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องนำของเก่าเหล่านั้นไปขายซึ่งเธอก็ต้องดูแลสามีด้วยและขายของไปด้วยทำให้เธอไม่สามารถนำของไปขายได้ทั้งหมดในทันทีแต่ของที่เธอนำมาเก็บสะสมเพื่อเอาไปถ่ายนั้นเป็นของที่ไม่มีกลิ่นแน่นอนเพราะเธอนำเพียงแค่กล่องกระดาษแล้วก็อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียแล้วมาวางไว้จึงไม่น่าจะมีปัญหากับเพื่อนบ้าน

และอีกอย่างหนึ่งก็คือบ้านข้างๆก็คือบ้านลูกสาวของเธอเองเพราะฉะนั้นกลิ่นไม่น่าจะเป็นเขากระทบถึงเพื่อนบ้านเป็นอย่างไรสำหรับผู้ที่ร้องเรียนนั้นได้ให้ข้อมูลว่าเธอนั้นได้มีการร้องเรียนไปยังประธานหมู่บ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหลายครั้ง

แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาทำอะไรและหลังจากที่เธอร้องเรียนไปพวกกลุ่มวัยรุ่นที่ดมกาวก็มาขู่ทำร้ายครอบครัวของเธอซึ่งจริงๆแล้วเธอเองนั้นไม่ได้ต้องการมีปัญหากับเพื่อนบ้านเพียงแต่เธออยากให้หมู่บ้านของเธอนั้นสะอาดถูกสุขลักษณะและการที่ป้าลุนนำขยะมากองไว้หน้าบ้านนั้นก็ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งเพราะมันดูสกปรกและบ้านของเธอนั้นก็มีทั้งเด็กและคนแก่

ซึ่งเธอกลัวว่าจะมีเชื้อโรคยิ่งตอนนี้มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าครอบครัวของเธอก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ส่วนทางด้านของประธานหมู่บ้านนั้นออกมายืนยันว่าผู้ร้องเรียนนั้นไม่เคยมาร้องเรียนกับประธานหมู่บ้านเลยว่าเกิดเหตุการณ์ไม่พอใจเรื่องของขยะส่วนของป้าอรุณนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นบ้านขายของเก่า

และตอนนี้สามีของเธอก็ป่วยทำให้เธอออกไปขายของได้น้อยและถ้าหากเพื่อนบ้านไม่พอใจกันก็ควรจะมาพูดจากันดีๆไม่ควรไปทำเรื่องร้องเรียนผ่านทาง Facebook ให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตทั้งนี้เธอได้คุยกับป้าอรุณแล้วว่าให้ทำการเคลียร์ขยะให้เรียบร้อย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1

สวนสัตว์อินโดนีเซียฆ่าไก่นกยูงและอีกหลายๆอย่างเพื่อเป็นอาหารให้สัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า

ทางนักข่าวได้พบว่า หลังจากมีการระบาดของเชื้อไวรัส Corona ทำให้สถานที่หลายๆที่จำเป็นที่จะต้องปิดตัวลงโดยเฉพาะสวนสัตว์ที่ประเทศอินโดนีเซียต้องมีชื่อว่าสวนสัตว์เมืองบำรุงซึ่งพวกเขานั้นตอนนี้ไม่มีเงินเนื่องจากไม่มีคนเข้าชมสวนสัตว์เลย

ซึ่งทำให้ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้ออาหารให้กับสัตว์ทุกตัวในสวนสัตว์ได้ซึ่งตอนนี้สัตว์ตัวใหญ่ก็กำลังหิวมากรวมถึงสัตว์ตัวเล็กด้วยเส้นทางสวนสัตว์ก็ไม่มีหนทางอะไรนอกจากจะทำการฆ่าสัตว์ที่มีขนาดเล็กและนำสัตว์ที่มีขนาดเล็กไปให้พวกสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ากิน ซึ่งหลังจากนั้นช่างสมศักดิ์ได้ทำการขอให้คนบริจาคอาหารให้ตั้งแต่ต้นเดือนนี้แล้ว

แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครที่บริจาคอาหารให้ทำให้หมดหนทางและสิ้นหวังมากจำเป็นที่จะต้องฆ่าสัตว์ในสวนสัตว์เอง

ซึ่งนับว่าทั่วโลกนี้แล้วก็ยังมีการขาดแคลนอาหารมากพอแล้วแต่ประเทศอินโดนีเซียนั้นหนักกว่าประเทศอื่นเป็นอย่างมากจนตอนนี้ตัวใหญ่หลายๆตัวก็เริ่มตายลงทีละน้อยทีละน้อยเนื่องจากไม่มีอาหารให้กินแต่ตอนนี้สัตว์ตัวเล็กๆในสวนสัตว์ก็หายเยอะมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากนำไปเป็นอาหารให้เราสักตัวใหญ่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นหมีเสือและอีกหลายๆอย่าง

ซึ่งได้มีสัตว์ตัวหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์หายากมากๆแต่มันนั้นก็กำลังจะถูกนำไปฆ่าเพื่อเป็นอาหารให้กับสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ามันซึ่งพวกเขานั้นได้ทำการขอร้องกับทางรัฐบาลของประเทศแล้วก็จนปัญญาจริงๆจึงต้องฆ่าสัตว์สงวนตัวนี้ซึ่งทางรัฐบาลนั้นไม่รู้ว่าพวกเขาไปเกลี้ยกล่อมยังไงทางรัฐบาลถึงได้ตอบตกลงให้สามารถฆ่าได้

หลังจากที่มีการระบาดเช่นนี้ทำให้สัตว์อะไรอย่างที่มักจะกินพวกเนื้อวัวหรือของแพงๆตอนนี้ก็ต้องกินพวกเนื้อไก่ไปก่อนเนื่องจากว่าตอนนี้ไม่มีเงินมากพอแล้วจะบอกไว้อีกว่าจนตอนนี้ยังแทบไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าพนักงานสวนสัตว์เลยจึงไม่มีทางที่จะสามารถจ่ายเงินซื้อของแพงๆเหมือนกับที่เคยให้สัตว์ในสวนสัตว์กินเหมือนเมื่อก่อนได้

และได้มีข่าวลือว่าทางสวนสัตว์นั้นกลัวว่าแพนกวินจะเหงาเนื่องจากไม่มีคนมาดูเลยพวกเค้าจึงทำป้ายที่เหมือนคนมาตั้งไว้ให้แพนกวินคิดว่ามีคนดูมันอยู่จริงๆหากใครที่มีเงินก็อยากให้นำเงินไปบริจาคให้กับสวนสัตว์ที่ตอนนี้กำลังลำบากด้วยนะคะ เพราะว่าจะได้ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัวไหนอีกค่ะ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าsagame

แม่ยายอภัยให้อดีตลูกเขยที่ใช้มีดฟันลูกสาวอาการสาหัส

แม่ยายอภัยให้อดีตลูกเขยที่ใช้มีดฟันลูกสาวอาการสาหัส ส่วนตัวเองนั้นหนีไปผูกคอตาย

มีรายงานข่าวแจ้งว่ามีสามีภรรยาคู่หนึ่งทำร้ายร่างกายการโดยสารมีชื่อว่านายนิวัฒน์ได้มีการใช้มีดทำร้ายภรรยาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและหลังจากที่เขาเห็นภรรยาบาดเจ็บแล้วจึงได้ทำการหลบหนีซึ่งต่อมาชาวบ้านได้ช่วยกันนำร่างของภรรยาของเขาส่งไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น

ทางญาติของฝ่ายผู้หญิงก็คือนางวาสนาก็ได้ทำการแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับนายนิวัฒน์หลังจากที่นายนิวัฒน์ได้มีการหลบหนีเมื่อก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยาเรียบร้อยแล้วได้มีคนไปพบศพนายนิวัฒน์อกหักตายที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งกลางป่า

ลักษณะของการแขวนคอนั้นนายนิวัฒน์ได้มีการนำเชือกไนลอนไปผูกคอตัวเองถึงในกลางป่าด้วยซึ่งเป็นการจงใจการฆ่าตัวตายและน่าจะมีการฆ่าตัวตายมานานแล้วเนื่องจากว่าลักษณะของศพนั้นมีน้ำเหลืองไหลและร่างกายของศพก็เน่าเปื่อยมีเนื้อหลุดลอกจนเห็นกระโหลกได้อย่างชัดเจนเหตุการณ์ในครั้งนี้แม่ยายของนายนิวัฒน์และชาวบ้านอีกหลายคน

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นญาติๆของนางวาสนาได้พากันเดินทางมายังจุดที่พบศพนายนิวัฒน์ซึ่งได้มีการอันเชิญพระสงฆ์มาด้วยเพื่อที่จะได้ให้พระสงฆ์ประกอบพิธีทางศาสนาชวนดวงวิญญาณของนายนิวัฒน์กลับบ้านตามความเชื่อของชาวบ้านเนื่องจากว่านายนิวัฒน์นั้นได้มาผูกคอตายในป่าจึงต้องมีการนำพระมาสวดเชิญวิญญาณออกจากป่า

อย่างไรก็ดีตอนนี้ญาติของนายนิวัฒน์ได้มีการนำร่างของนายนิวัฒน์ไปประกอบพิธีทางศาสนาและขอเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากว่าสภาพศพของนายนิวัฒน์นั้นค่อนข้างที่จะเสียชีวิตมานานแล้วศพเริ่มเน่ามากแล้วทางญาติๆจึงต้องการรีบที่จะเผาศพให้เสร็จไปส่วนแม่ยายของนายนิวัฒน์ที่มาดูศพพร้อมกับทางอัญเชิญพระสงฆ์มาด้วยนั้น

ก็ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าในยอมแร่ที่ทราบเรื่องว่าในวันนั้นทำร้ายร่างกายลูกเธอรู้สึกโกรธมากและต้องการให้ตำรวจจับตัวนายนิวัฒน์ให้ได้แต่เมื่อรู้ว่านายนิวัฒน์นั้นหลังจากทำร้ายลูกชายของเธอแล้วก็มาก่อเหตุฆ่าตัวตายจึงไม่มีอะไรจะพูดและให้อภัยนายนิวัฒน์แล้ว สำหรับเหตุการณ์ตอนที่นายนิวัฒน์ทำร้ายร่างกายลูกสาวของเธอนั้น

จะบอกว่าในช่วงนั้นไม่มีคนอยู่บ้านทำให้ไม่มีใครที่จะช่วยลูกสาวของเธอได้แล้วทุกคนกลับมาถึงบ้านก็พบว่านายนิวัฒน์นั้นทำร้ายร่างกายลูกสาวของเธอไปเรียบร้อยแล้วโดยมีชาวบ้านมาช่วยกันบอกแล้วยังมีอาการสาหัสอีกด้วย

 

ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน  sagame88

สถานีตำรวจพระประแดงมีศพชายนิรนามลอยมาติดที่หน้าโรงพัก

    ในช่วงเวลา 04:30 นของวันที่ 20 เดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2523 ที่หน้าสถานีตำรวจโรงพักพระประแดงได้มีคนพบศพชายไม่ทราบชื่อลอยน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาติดอยู่ที่ตรงบริเวณหน้าโรงพักสมุทรปราการสภาพศพนั้นนอนคว่ำหน้า

และเป็นคนหัวล้านคาดว่าอายุน่าจะอยู่ที่ประมาณ 55-60 ปีเมื่อนำศพขึ้นมาไว้บนฝั่งตรวจสอบหลักฐานไม่พบว่าเป็นใครคนที่เห็นเหตุการณ์คนแรกเป็นคนที่พบศพคนแรกนั้นคือพนักงานที่ทำงานอยู่บริเวณแพข้ามฟากซึ่งเขาจะต้องมาทำงานเป็นเวลา 4:00 น.

ทุกวันสำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อนายสายัณห์ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทแพขนานยนต์ข้ามฟากได้เข้ามาแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพี่เบนถ้าแพรนั้นมีศพลอยมาติดซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบริเวณหน้าสถานีตำรวจพระประแดงโดยศพที่ลอยมานั้นเป็นผู้ชายลักษณะคือการลอยคว่ำหน้าอยู่ในน้ำโดยยังมีสวมเสื้อผ้าอยู่ซึ่งผู้ตายนั้นใส่กางเกงขาสั้น

ลายทหารส่วนเสื้อนั้นแต่เป็นเสื้อแขนสั้นสีส้มเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจึงได้เดินทางไปดูศพชั้นตรีลักษณะของศพของคนตายนั้นเป็นคนผิวดำแดงอายุน่าจะอยู่ราวประมาณ 55-60 ปีและน่าจะสูงอยู่ที่ประมาณ 160 cm ตามร่างกายมีแผลเป็นจุดจุด

ซึ่งจากการสันนิษฐานเบื้องต้นของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นพบว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วหลายวันโดยค้นอารมณ์ตัวไม่มีเอกสารที่แสดงว่าเป็นใครแล้วไม่มีทรัพย์สินใดอยู่ในตัวซึ่งในตอนแรกนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ตายน่าจะตกน้ำตายเอง

ซึ่งอาจจะเกิดจากการเมาสุราแต่อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะพยายามติดตามหาญาติของผู้เสียชีวิตให้มารับศพต่อไปซึ่งถ้าหากใครสงสัยว่าอาจจะเป็นญาติของตนเองหรือมีญาติของใครหายไปก็สามารถติดต่อได้ที่สถานีตำรวจพระประแดง            

        สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้นศพที่ลอยมาติดอาจจะต้องถูกส่งไปไว้ที่โรงพยาบาลเป็นศพไร้ญาติไปก่อนซึ่งจะหาใครพอที่จะรู้จักรูปประพันสันฐานของคนที่มีลักษณะคล้ายกับที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการแจ้งไว้เบื้องต้นก็สามารถไปทำการดูศพได้

โดยทำการติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคือพันตำรวจโทสายัณห์ภูพันนาซึ่งจะเป็นคนที่พาประสานงานไปดูศพผู้เสียชีวิตอีกครั้งหนึ่ง  สำหรับการนำร่างของผู้เสียขีวิตขึ้นมาไว้บนฝั่งนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องประสานงานกู้ภัยให้มานำร่างขึ้นจากฝั่งซึ่งขณะที่รอกู้ภัยมาช่วยนั้นก็มีการนำเชือกไปมัดร่างคนตายเอาไว้ก่อนป้องกันการถูกน้ำพัดไป

 

สนับสนุนโดย  bk8 ฝาก ขั้น ต่ํา

จนถึงวันนี้ก็ยังหาตัวฆาตกรที่ฆ่าน้องชมพู่ยังไม่ได้

       เป็นเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ของน้องชมพู่ที่ต้องเสียลูกน้อยวัย 3 ขวบไปอย่างไม่มีวันกลับดูเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดมุกดาหารเมื่อหนูน้อยวัย 3 ขวบหายออกไปจากบ้าน

ตั้งแต่ช่วงเช้าจนเวลาผ่านไปถึง 5 วันจึงมีคนไปพบศพซึ่งศพของน้องชมพู่นั้นบริเวณกลางป่าซึ่งอยู่ในภูเขาภูเหล็กไฟซึ่งหากเดินทางจากบ้านของน้องชมพู่ไปยังบริเวณที่พบนั้นเป็นระยะทางไปมากกว่า 5 กิโลเมตรโดยเป็นไปไม่ได้ที่น้องจะเดินไปถึงบริเวณที่จนเองเสียชีวิตเนื่องจากว่านักข่าวได้มีการลงไปสำรวจพื้นที่พบว่าหากเดินไปจากทางหลังบ้านของน้อง

จะต้องผ่านไร่มันสำปะหลังซึ่งมีความลบและเมื่อทะลุไร่มันสำปะหลังเข้าไปแล้วก็จะถึงบริเวณตีนเขาซึ่งจะเป็นลักษณะของหินที่สูงชันลดหลั่นกันขึ้นไปเป็นไปไม่ได้ที่เด็กอายุแค่เพียง 3 ขวดเท่านั้นจะปีนขึ้นไปบนภูเขาที่สูงชันแบบนั้นได้ขนาดคนเป็นผู้ใหญ่เองยังถือว่าเหนื่อยมากกว่าจะขึ้นได้ในแต่ละก้าวและความสูงของหิน

แต่ละลูกนั้นก็เกินความสูงของเด็กอายุ 3 ขวบที่จะสามารถเดินขึ้นไปได้จากการวิเคราะห์ของนักข่าวในตอนนี้หลังจากที่ได้มีการเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่พบศพมั่นใจได้ว่าน้องชมพู่นั้นถูกลักพาตัวไปแน่นอนซึ่งคนที่ลักพาตัวไปนั้นจะต้องเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างร่างกายกำยำแข็งแรงและต้องเป็นคนที่คุ้นเคยกับการเข้าป่าเป็นอย่างดี

เพราะรู้ว่าบริเวณไหนที่สามารถเดินไปได้และบริเวณไหนที่จะสามารถหาที่พักพิงได้หรือหลบซ่อนได้นั่นเองเพราะถ้าหากว่าได้เดินทางมาจากหลังบ้านของน้องชมพู่แล้วถ้าต้องไปอีกเส้นหนึ่งก็ต้องขับรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปเท่านั้นรถใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางไกลมากดังนั้นเป็นไปได้ช่องทางก็คือคนที่มารับตัวน้องชมพู่ไป

จะต้องพาไปทางด้านหลังบ้านหรือไม่ก็ต้องนำขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ออกไปแต่เป็นที่น่าสังเกตว่าพ่อแม่ของน้องบอกว่าในช่วงเวลาที่น้องขายตัวในนั้นมีสุนัขอยู่ที่หน้าบ้านประมาณ 4 ตัวแต่สุนัขทุกตัวไม่มีตัวไหนที่จะเผาเลยแสดงว่าคนที่พาตัวน้องชมพู่ไปนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับสุนัขเหล่านั้นแน่นอนดังนั้นตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 5 คนมาทำการสอบสวนอยู่แต่ยังไม่ออกมาให้การว่าใครกันแน่

ที่เป็นคนร้ายในการนำตัวน้องชมพู่ไปฆ่าตายในครั้งนี้และเหตุจูงใจนั้นคืออะไรและเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อสงสัยและพิรุธหลายอย่างซึ่งตอนนี้ได้มีการนำร่างของน้องไปทำการผ่าพิสูจน์เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมอีกครั้งซึ่งพ่อแม่ของน้องก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการหาข้อมูลในการจับกุมตัวคนร้ายในครั้งนี้สำหรับพรุ่งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ปกครองหลายๆคน

ที่มีรูปเล็กๆว่าไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่เพียงลำพังเพราะเราไม่รู้ว่าจะมีคนร้ายบุกเข้ามาถึงที่บ้านของเราและมาขโมยบุตรหลานของเราไปในตอนไหนได้อย่างไรก็ดีเราควรมีการอบรมสั่งสอนบุตรหลานของเราให้ระวังการพูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือแม้แต่คนใกล้ชิดเองก็ไม่ควรไปไหนมาไหนด้วยหากยังไม่ได้ขอผู้ปกครองเสียก่อน

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  bk8

เคอร์ฟิวเป็นเหตุทำคนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตมาแล้วหลายราย

                   ตั้งแต่มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าเกิดขึ้นที่ประเทศไทยทำให้รัฐบาลต้องมีการออกมาประกาศเคอร์ฟิวเพื่อป้องกันการมั่วสุมของกลุ่มวัยรุ่นมีช่วงเวลากลางคืนโดยการกำหนดให้มีการกลับเข้าบ้านก่อนช่วงเวลา 22:00 น

ของทุกวันและจะสามารถออกนอกบ้านได้ตั้งแต่เวลา 04:00 นเป็นต้นไปซึ่งกันประกาศเคอร์ฟิวในครั้งนี้มีต่อเนื่องยาวนานมาหลายเดือนแล้วและนับตั้งแต่มีการประกาศให้มีคลอโรฟิลล์เกิดขึ้นทำให้หลายคนที่ต้องไปทำงานต่างก็ต้องรีบกลับมาบ้านให้ทันก่อนเวลา 10:00 น

ซึ่งบางครั้งทำให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านั้นบ้างก็แค่บาดเจ็บสาหัสแต่บ้างก็เสียชีวิตตรงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่ง มีบางคนที่ไม่สบายในช่วงเวลากลางคืนต้องการที่จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการแต่ก็เกรงการออกนอกบ้านแล้วจะเจอจับกุมในช่วงเวลาของเคอร์ฟิวทำให้หลายคนยอมที่จะไม่สบายและไปหาหมอในรุ่งเช้าแทนทำให้เราได้เห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยของเรากำลังมีการดำเนินชีวิตอย่างยากลำบากมากขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่าการควบคุมไม่ให้กลุ่มวัยรุ่นไปมั่วสุมกันช่วงเวลากลางคืนนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำแต่ก็ควรจะมีการอะลุ้มอะหล่วยสำหรับคนที่มีความจำเป็นที่จะต้องออกนอกบ้านจริงๆเช่นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหรือแม้แต่คนที่อาจจะต้องทำงานดึกแล้วกลับบ้านไม่ทันเพื่อจะได้ลดการเกิดอุบัติเหตุของประชาชนในช่วงนี้

เพราะถ้าหากเราติดตามข่าวสารมาก็พบว่าในทุกๆวันประชาชนมักจะมีการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากมีการขับรถเร็วและไม่สามารถควบคุมรถได้เพราะทุกคนต่างก็รีบเร่งที่จะกลับบ้านให้ทันช่วงเวลาเคอร์ฟิวเพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะต้องถูกจับกุมไปขังคุกซึ่งเสียเวลาประกันตัวออกมาอีกด้วย ซึ่งการประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้แม้แต่ดาราเองก็ยังขับรถประสบอุบัติเหตุเพราะต้องการรีบกลับบ้านให้ทันก่อนเคอร์ฟิวเช่นเดียวกันอย่างเช่นพริตตี้สาว ออฟฟี่ Maxim

ซึ่งเธอได้ออกมาโพสต์ในอินสตาแกรมส่วนตัวของตนเองว่าได้ประสบอุบัติเหตุรถชนกับขอบสะพานเนื่องจากว่าต้องรีบขับรถกลับบ้านก่อนที่จะมี เคอร์ฟิว  รายการประสบอุบัติเหตุของเธอในครั้งนี้เกิดขึ้นในคืนของวันที่ 28 เดือนเมษายนปี 2563

ที่ผ่านมาซึ่งตัวเธอเองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยส่วนลดของเธอนั้นอาการสาหัสไฟหน้าแตกและมีรอยขูดตรงขอบทางเป็นทางยาวซึ่งต้องเสียค่าซ่อมเป็นจำนวนหลายบาทเลยทีเดียวทั้งนี้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการประสบอุบัติเหตุเพราะต้องรีบกลับให้ทันก่อนช่วงเคอร์ฟิวนั้นหลายคนควรจะนำมาเป็นอุทาหรณ์ให้มีการเตรียมตัวออกจากที่ทำงานให้เร็วขึ้นจากเดิมเพื่อจะได้ลดความเสี่ยงในการที่จะเกิดอุบัติเหตุและลดความเสี่ยงที่จะกลับไม่ทันเวลาเคอร์ฟิว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 ดีไหม

สังหารโหด ฆ่าปาดคอ ทิ้งศพประจานไว้หน้าบ้าน

       ที่จังหวัดกาฬสินธุ์มีเหตุการณ์สังหารโหดหญิงสาววัยกลางคนอายุประมาณ 47 ปีที่บ้านพักของเขาโดยมีรายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่ 13 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2563 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้มีผู้ที่ไปพบศพหญิงสาว

คนดังกล่าวในช่วงเช้ามืดจึงได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบศพเมื่อทางเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงก็พบว่าบ้านดังกล่าวเป็นของนางพิลาจันทร์และศพที่อยู่หน้าบ้านของนางพิลาจันทร์นั้นก็คือนางพิลาจันทร์นั่นเอง 

ซึ่งสภาพศพของนางพิลาจันทร์  พบว่ามีร่องรอยการถูกทำร้ายทั้งที่ศีรษะและบริเวณลำคอโดยที่หัวนั้นมีการถูกของแข็งทุบตีและที่ลำคอของนางพิลาจันทร์มีร่องรอยการถูกปาดคอโดยคนที่มาพบศพคนแรกได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าตนเองเดินผ่านมาบริเวณนี้พอดีเห็นว่ามีคนนอนอยู่ที่หน้าบ้านของนางพิลาจันทร์ จึงได้เดินเข้ามาดูแล้วก็พบว่านางพิลาจันทร์ กลายเป็นศพไปเสียแล้วทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งสันนิษฐานเอาไว้ว่าสาเหตุที่มีคนฆ่านางพิลาจันทร์นั้น

น่าจะมาจากเรื่องของการชิงทรัพย์เนื่องจากบ้านของนางพิลาจันทร์  นั้นอยู่ในป่าลึกค่อนข้างเปลี่ยวห่างไกลผู้คนหรืออาจจะเป็นเรื่องของปมชู้สาว  และอาจจะเป็นเรื่องของยาเสพติดก็ได้ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ประเด็นหลักๆ

เอาไว้เพื่อนำไปทำการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสำรวจบริเวณรอบบ้านมีการสันนิษฐานเอาไว้ว่าคนที่ฆ่านางพิลาจันทร์  นั้นน่าจะเป็นคนใกล้ชิดของนางพิลาจันทร์ เองเลยคิดว่าคนที่ลงมือฆ่านางพิลาจันทร์  อาจจะมีการเดินทางมาหานางพิลาจันทร์  แล้วน่าจะมีการทะเลาะกันอย่างรุนแรงมีปากเสียงกันขึ้น

ซึ่งน่าจะมีความโกรธแค้นกันเป็นอย่างมากเพราะวิธีการฆ่านั้นทารุณเป็นอย่างมากอีกทั้งคนร้ายยังมีการทิ้งศพของนางพิลาจันทร์ ไว้หน้าบ้านโดยที่ไม่มีการอำพรางศพแต่อย่างใดซึ่งถือว่าเป็นการประจานศพเป็นอย่างมากโดยวิธีการที่คนร้ายใช้ก่อเหตุฆ่านางพิลาจันทร์  นั้นเป็นเหมือนกันที่ใช้ไม้หรืออาจจะเป็นด้ามจอบหรือแม้แต่ด้ามเสียมวาดไปที่หัวของผู้เสียชีวิต

และยังมีการใช้กรรไกรแทงไปที่หลังหูของผู้เสียชีวิตอีกด้วยซึ่งยังมีร่องรอยการใช้มีดอีโต้ปาดคอทำให้แผลบริเวณคอมีเลือดออกเป็นจำนวนมากตัดหลอดลมเสียขาดจนทำให้ผู้เสียชีวิตตายในทันทีและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พบหลักฐานอาวุธที่มีการทำร้ายนางพิลาจันทร์   เรียบร้อยแล้วด้วยอาวุธนั้นมีเป็นด้ามจอบและกรรไกรและมีดซึ่งเอาทั้ง 3 ชนิดนั้น

มีเลือดติดอยู่ทั้งหมดโดยสามารถยืนยันได้ว่าอาวุธทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นอาวุธที่คนร้ายใช้สังหารนางพิลาจันทร์ แน่นอน เบื้องต้นพบว่าผู้เสียชีวิตนั้นเคยมีสามี 2 คนแต่ก็ได้เลิกรากันไปแล้วดังนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะต้องมีการเรียกตัวสามีทั้งสองคนมาสอบปากคำ

 

สนับสนุนโดย  rb88 thailand

อาถรรพ์ร้านคาร์แคร์

อาถรรพ์ร้านคาร์แคร์เสียเจ้าของร้านคิดสั้นยิงตัวตายตามรอยเจ้าของเดิม

          เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 10 เดือนพฤษภาคมปีพศ2563 ที่ผ่านมามีชาวบ้านได้โทรแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.หาดใหญ่ว่ามีคนยิงตัวตายที่ร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งซึ่งร้านดังกล่าวอยู่บริเวณถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 4

โดยอยู่ในเขตเทศบาลนครเมืองหาดใหญ่ได้รับแจ้งเหตุเรียบร้อยแล้วทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสากู้ภัยพร้อมเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลจึงได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อเดินทางไปถึงก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นเพศชายนอนเสียชีวิตอยู่ด้านหลังของคาร์แคร์ซึ่งลักษณะศพนั้นนอนอยู่บนแคร่มีร่องรอยการถูกกระสุนปืนที่ศีรษะและบริเวณโดยรอบนั้น

มีการกินเหล้าเพราะมีขวดโซดาและแก้ววางอยู่ซึ่งต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตว่านายอนุวัฒน์ซึ่งเขาเป็นเจ้าของคาร์แคร์ที่เป็นที่เกิดเหตุแห่งนี้โดยบริเวณที่เกิดเหตุนั้นยังมีภรรยาของผู้ตายซึ่งยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความเศร้าหมองโดยเธอให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าสามีของเธอก่อเหตุฆ่าตัวตายเนื่องจากสามีเป็นคนคิดมากเกรงว่าจะไม่สามารถดูแลทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดีเลย

ตอนนี้ทางสามีเองได้มีการขายคาร์แคร์แห่งนี้ให้กับลูกค้าคนอื่นไปแล้วซึ่งมีการรับเงินมาแล้ว 2 ล้านบาทเป็นค่ามัดจำและวันที่ 14 นี้จะมีการรับเงินเพิ่มอีก 8 ล้านบาทแต่ระหว่างที่รอที่จะรับเงินค่าขายกิจการคาร์แคร์นี้นายอนุวัฒน์ก็มีลักษณะที่แปลกไปซึ่งเคยคุยกับทางภรรยาว่ากลัวว่าขายกิจการไปแล้วเงินจะหมดแล้วจะไม่สามารถหาเงินมาดูแลภรรยาและคนในครอบครัวได้เจอภรรยาของนายอนุวัฒน์ยังกล่าวอีกว่าจริงๆแล้วที่ขายคาร์แคร์แห่งนี้ไปก็มีแผนการกันกับนายอนุวัฒน์ว่าจะไปเปิดร้านขายของอยู่ที่หน้าบ้าน

ซึ่งเพื่อนบ้านที่รู้จักนายอนุวัฒน์ดีได้ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าปกติแล้วนายอนุวัฒน์เป็นคนดีเป็นคนยิ้มแย้มง่ายแล้วที่สำคัญเป็นคนที่มีเงินทำให้ตนเองไม่คิดว่านายอนุมัติจะคิดสั้นแต่เพื่อนบ้านบอกว่าเกรงว่าที่นายอนุวัฒน์ไปได้ทั้งนี้เพราะอาจจะเป็นลักษณะของการเป็นตัวตายตัวแทนกันก็เป็นได้เพราะเธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ที่ดินผืนนี้

เป็นของนายอนุวัฒน์ก็จริงแต่เขาได้เปิดคาร์แคร์แห่งนี้แล้วปล่อยให้คนเช่าซึ่งในตอนนั้นมีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาเช่าคาร์แคร์แห่งนี้แล้วเกิดการทะเลาะกันหลังจากนั้นก็เกิดการฆ่ากันตายเกิดขึ้นเมื่อผู้เช่าคน นายอนุวัฒน์และภรรยาจึงย้ายมาคุมกิจการคาร์แคร์แห่งนี้

ซึ่งนายอนุมัติเองก็มาก่อเหตุฆ่าตัวเองตายเหมือนกันทั้งที่โดยหลักเท่าที่เห็นแล้วก็ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่จะทำให้อนุมัติต้องฆ่าตัวตายได้เพราะนายอนุมัติไม่ได้เดือดร้อนอะไรและครอบครัวก็รักกันดีอย่างนั้นเพื่อนบ้านจึงบอกว่าน่าจะเป็นอาถรรพ์ของคาร์แคร์มากกว่า

 

สนับสนุนโดย  bk8 ฟรี เครดิต

แม่ค้าขายขนมจีบความจริงแล้วว่ารับขนมจีบมาจากที่อื่น 

จากข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดนั่นก็คือเรื่องของที่มีแม่ค้าผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธอได้ทำการขายขนมจีบโดยการนั่งรถมอเตอร์ไซค์แนะนำขนมจีบมาขายข้างทางได้มีคุณยายคนหนึ่งมีอายุประมาณ 60 ปีซึ่งคุณยายคนนี้เป็นหนึ่งในคนที่ได้ทำการซื้อขนมจีบ

จากผู้หญิงคนที่ขายข้างทาง ซึ่งหลังจากนั้นผ่านไปไม่นานผู้หญิงคนนั้นหรือก็คือคนแก่คนนั้นได้เริ่มท้องเสียมากขึ้นจนสุดท้ายก็ได้เสียชีวิตลงไปตำรวจได้พยายามค้นหาว่าใครที่ซื้อบ้านแล้ว

หาข้อมูลได้ก็ไปหาคนที่ซื้อขนมจีบคนที่ซื้อขนมจีบจากแม่ค้าคนเดียวกันนั้นก็บอกว่าตนก็ท้องเสียเช่นเดียวกันแต่ไม่ได้ถึงตายซึ่งทางตำรวจได้ไปสัมภาษณ์และได้ไปสอบถามพ่อของผู้หญิงที่ขายขนมจีบซึ่งพ่อของผู้หญิงที่ขายขนมจีบนั้นบอกว่าลูกสาวของเขานั้นเป็นคนที่ขายขนมจีบมานานมากแล้วมากกว่า 1 ปีด้วยซ้ำ

ซึ่งจริงๆแล้วลูกสาวของเขาไม่ได้เป็นคนทำขนมจีบขึ้นมาเองแต่เธอได้ไปซื้อขนมจีบและน้ำจิ้มขนมจีบมาจากร้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปีด้วยซ้ำซึ่งจริงๆแล้วลูกสาวของเขาไม่ได้เป็นคนทำขนมจีบขึ้นมาเองแต่เธอได้ไปซื้อขนมจีบและน้ำจิ้มขนมจีบมาจากร้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดฉะเชิงเทราไม่มีวันไหนเลยที่เธอ ทำขนมด้วยตัวเองมักจะไปซื้อของจากร้านที่จังหวัดฉะเชิงเทราทุกๆครั้งปกติจะขายหมด

ตั้งแต่ช่วงนี้ยังไม่ถึง 13:30 เขายืนยันว่าเธอไม่ได้ใส่สารผิดอย่างแน่นอน หลังจากที่ตำรวจได้รับฟังก็ยังไม่ค่อยเชื่อใจสักเท่าไหร่ดังนั้นจึงได้ทำการตรวจดูขนมจีบอย่างเคร่งครัดและละเอียดอ่อนจนสุดท้ายก็สามารถเห็นว่าไม่มีสารอันตรายอยู่ในน้ำจิ้มของขนมจีบแม่ค้าคนที่ขายนั้นก็ได้บอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนใส่เอง

ซึ่งเธอนั้นรับมาจริงๆและไม่ได้ดัดแปลงอะไรเลยเพื่อนฉันจะเข้าถึงอันใหม่แล้วค่อยนำไปขายซึ่งนอกจากนั้นเธอยังบอกอีกว่าจริงๆแล้วเธอก็ได้รับประทานน้ำจิ้มและขนมจีบเข้าไปแล้วเช่นกันซึ่งเธอก็ได้อาการท้องเสียแล้วเหมือนกัน

แต่ว่าเธอก็นำยางไปขายต่อเพราะคิดว่าอาจจะเป็นเพราะตัวเองท้องไส้ไม่ดีมาตั้งนานแล้วจึงคิดว่าอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับน้ำจิ้มและขนมจีบของตัวเองที่จะนำไปขายดังนั้นจึงนำไปขายต่อและตัวเองได้บอกอีกว่าไม่ได้รู้จริงๆว่ามีสารอันตรายอยู่ในขนมจีบของตัวเอง

ซึ่งเธอได้ยินยันว่าเธอจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้วแล้วก็จะไปขอขมาครอบครัวของคุณยายที่ได้เสียชีวิตลงซึ่งตอนนี้เธอก็กำลังรอให้ศาลพิพากษาว่าเธอจะโดนรับโทษแบบไหนค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk888