นักร้องคนดังเพชร  โพธาราม  ชีวิตตกอับ

นักร้องคนดังเพชร  โพธาราม  ชีวิตตกอับภรรยาป่วยเป็นอัมพฤกษ์ตนเองก็เป็นโรคหูตึงวอนขอความช่วยเหลือ 

       อดีตนักร้องคนดัง เพชร โพธาราม  ซึ่งเป็นนักร้องดังสมัยพุ่มพวงดวงจันทร์ซึ่งตอนนี้เขาเองอายุเกือบ 70 ปีแล้วขณะนี้กำลังประสบปัญหายากจนต้องการที่จะเจอบิณฑ์บรรลือฤทธิ์เพื่อให้ช่วยพาไปรักษาโรคอาการหูตึงซึ่งเมื่อนักข่าวลองไปที่บ้านของนักร้องคนดัง

ก็พบว่าที่บ้านหลังดังกล่าวนั้นนายเพชรอยู่กับภรรยาเพียงสองคนเท่านั้นโดยในขณะนี้นายเพชรนั้นมีอาการของโรคหูตึงส่วนภรรยาของนายเพชรนั้นป่วยเป็นอัมพฤกษ์ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ซึ่งทั้งคู่ได้ให้ข้อมูลกับทางนักข่าวว่าตั้งแต่ที่นายเพชรประสบอุบัติเหตุนั้นงานที่ได้รับก็ลดน้อยลงไม่ค่อยมีคนจ้างไปร้องเพลงสักเท่าไหร่

และที่สำคัญนายเพชรนั้นเป็นนักร้องที่อายุสูงมากแล้วผู้คนก็ไม่ค่อยสนใจที่จะฟังเพลงรุ่นเก่าๆสักเท่าไหร่ยิ่งมาประสบกับปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้รายได้ที่เคยมีบ้างเป็นบางวันกลับไม่มีเลยทำให้ตอนนี้ครอบครัวของนายเพชรไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายและไม่มีเงินไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยภรรยาของนายเพชรล่ะว่าปัจจุบันนี้อยู่กับสามีสองคนถึงแม้ว่า ทั้งสองคนนั้นจะมีลูกด้วยกัน

แต่ลูกๆของพวกเขาเองก็ลำบากไม่แพ้กันตอนนี้พวกเขามีเงินคนพิการไว้คอยใช้จ่ายในครัวเรือนซึ่งพวกเขานั้นต้องซื้อกับข้าวกินวันละ 1 ถุงเท่านั้นโดย 1 ถุงนี้แบ่งกันกิน 2 คนและต้องกินให้ได้ 3 มื้อทำให้ตอนนี้พวกเขาลำบากมากเพราะเงินเก็บที่ต้องการที่จะเอาไว้รักษาตัวก็เหลือน้อยลงทุกทีโดยภรรยาของนักร้องคนดังยังให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตา

อีกว่าทุกวันนี้จะพูดคุยกับสามีก็พูดคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเนื่องจากว่าสามีไม่ค่อยได้ยินที่ตัวเองพูดออกไปตอนนี้ไม่มีใครมาจ้างสามีไปร้องเพลงทำให้ไม่มีเงินไปหาหมอแล้วก็ไม่มีเงินใช้จ่ายตอนนี้ทั้งตนเองและสามีต่างก็ป่วยหนักซึ่งนอกจากสามีจะป่วยเป็นโรคหูตึงแล้วยังเป็นโรคไตระยะที่ 4 อีกด้วยส่วนตัวของภรรยาของนายเพชรนั้นก็ป่วยเป็นอัมพฤกษ์มานานถึง 5 ปีแล้ว

ไม่ได้ช่วยสามีหาเงินมานานแล้วทำให้ในตอนนี้นั้นทั้งคู่จึงไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจึงได้แต่หวังว่าแฟนเพลงที่เคยรักใคร่กันดีมาและช่วยเหลือครอบครัวของตนด้วยการจ้างนายเพชรกลับไปร้องเพลงอีกครั้งหนึ่งซึ่งไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้เงินมากมาย

ขอเพียงแค่มีเงินเอาไว้กินไว้ใช้ก็พอแล้วโดยภรรยาของนายเพชรบอกว่าหากด้านในร้องเพลงจะให้เท่าไหร่ก็เอาเพราะตอนนี้ถ้าจะไม่มีเงินติดตัวกันเลยทั้งคู่เนื่องจากเวลาที่ไปหาหมอก็ต้องจ้างคนอื่นพาไปซึ่งเสียเงินค่าจ้างถึง 300 บาทด้วยกันตอนนี้ทั้งคู่หวังว่า

อยากจะเจอกับพระเอกคนดังบินบริษัทก็เคยดูข่าวแล้วพบว่าเขาเคยช่วยนักร้องรุ่นเก่าคนหนึ่งที่ประสบปัญหาเหมือนกันพาไปรักษาพยาบาลซึ่งตัวพวกเขาเองก็อยากจะให้ทางพระเอกบิณฑ์บรรลือฤทธิ์เข้ามาช่วยเหลือพาไปรักษาอาการโรคหูตึง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัครsagame

คุณป้าถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาขยะ

คุณป้าถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาขยะ ส่วนป้ายอมรับมีขยะจริงแต่ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นเป็นขยะที่เอาไว้สำหรับขาย 

             ปัญหาเกี่ยวกับเพื่อนบ้านทะเลาะกันนั้นมีมาอย่างยาวนานและมีเกือบทุกหมู่บ้านทุกจังหวัดซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านติดกันได้ออกมาโพสต์ Facebook เพื่อร้องเรียนเพื่อนบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งเธอบอกว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นนำขยะออกมาทิ้งบ้านข้างๆซึ่งเป็นบ้านร้างและทำให้บ้านของเธอ

ซึ่งอยู่ติดกันได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากตนเองนั้นก็มีเด็กเล็กอยู่ภายในบ้านและก็ยังมีคนแก่ซึ่งหมู่บ้านของเธอนั้นนอกจากจะมีขยะเยอะแล้วยังมีพวกดมกาวทำให้เธอและครอบครัวหวาดกลัวมากกับหมู่บ้านที่มีคนพฤติกรรมแบบนี้ซึ่งหลังจากที่ได้มีการร้องเรียนออกไปนักข่าวก็ได้มีการลงไปสำรวจพื้นที่ดังกล่าวพบว่าบ้านหลังที่ระบุว่าเป็นบ้านที่เก็บขยะนั้น

มีขยะล้นจากในบ้านออกมาถึงนอกบ้านแต่ขยะส่วนใหญ่นั้นเป็นขยะที่สามารถนำไปขายได้เป็นพวกกล่องหรือแม้แต่ของเล่นเก่าๆและไม่มีกลิ่นเหม็นแต่อย่างใดจากการเข้าไปสอบถามเจ้าของขยะซึ่งเป็นคุณป้าอรุณวัย 65 ปีซื้อให้ข้อมูลว่าเธอนั้นมีอาชีพขายของเก่าโดยปกติแล้วสามีของเธอจะเป็นคนนำของเก่าไปขายแต่เมื่อ 2 เดือนก่อนหน้านั้น

สามีของเธอได้ประสบอุบัติเหตุและขณะนี้เป็นอัมพาตไม่สามารถลุกเดินได้จึงเป็นหน้าที่ของเธอคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องนำของเก่าเหล่านั้นไปขายซึ่งเธอก็ต้องดูแลสามีด้วยและขายของไปด้วยทำให้เธอไม่สามารถนำของไปขายได้ทั้งหมดในทันทีแต่ของที่เธอนำมาเก็บสะสมเพื่อเอาไปถ่ายนั้นเป็นของที่ไม่มีกลิ่นแน่นอนเพราะเธอนำเพียงแค่กล่องกระดาษแล้วก็อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียแล้วมาวางไว้จึงไม่น่าจะมีปัญหากับเพื่อนบ้าน

และอีกอย่างหนึ่งก็คือบ้านข้างๆก็คือบ้านลูกสาวของเธอเองเพราะฉะนั้นกลิ่นไม่น่าจะเป็นเขากระทบถึงเพื่อนบ้านเป็นอย่างไรสำหรับผู้ที่ร้องเรียนนั้นได้ให้ข้อมูลว่าเธอนั้นได้มีการร้องเรียนไปยังประธานหมู่บ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหลายครั้ง

แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาทำอะไรและหลังจากที่เธอร้องเรียนไปพวกกลุ่มวัยรุ่นที่ดมกาวก็มาขู่ทำร้ายครอบครัวของเธอซึ่งจริงๆแล้วเธอเองนั้นไม่ได้ต้องการมีปัญหากับเพื่อนบ้านเพียงแต่เธออยากให้หมู่บ้านของเธอนั้นสะอาดถูกสุขลักษณะและการที่ป้าลุนนำขยะมากองไว้หน้าบ้านนั้นก็ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งเพราะมันดูสกปรกและบ้านของเธอนั้นก็มีทั้งเด็กและคนแก่

ซึ่งเธอกลัวว่าจะมีเชื้อโรคยิ่งตอนนี้มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าครอบครัวของเธอก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ส่วนทางด้านของประธานหมู่บ้านนั้นออกมายืนยันว่าผู้ร้องเรียนนั้นไม่เคยมาร้องเรียนกับประธานหมู่บ้านเลยว่าเกิดเหตุการณ์ไม่พอใจเรื่องของขยะส่วนของป้าอรุณนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นบ้านขายของเก่า

และตอนนี้สามีของเธอก็ป่วยทำให้เธอออกไปขายของได้น้อยและถ้าหากเพื่อนบ้านไม่พอใจกันก็ควรจะมาพูดจากันดีๆไม่ควรไปทำเรื่องร้องเรียนผ่านทาง Facebook ให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตทั้งนี้เธอได้คุยกับป้าอรุณแล้วว่าให้ทำการเคลียร์ขยะให้เรียบร้อย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1

สวนสัตว์อินโดนีเซียฆ่าไก่นกยูงและอีกหลายๆอย่างเพื่อเป็นอาหารให้สัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า

ทางนักข่าวได้พบว่า หลังจากมีการระบาดของเชื้อไวรัส Corona ทำให้สถานที่หลายๆที่จำเป็นที่จะต้องปิดตัวลงโดยเฉพาะสวนสัตว์ที่ประเทศอินโดนีเซียต้องมีชื่อว่าสวนสัตว์เมืองบำรุงซึ่งพวกเขานั้นตอนนี้ไม่มีเงินเนื่องจากไม่มีคนเข้าชมสวนสัตว์เลย

ซึ่งทำให้ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้ออาหารให้กับสัตว์ทุกตัวในสวนสัตว์ได้ซึ่งตอนนี้สัตว์ตัวใหญ่ก็กำลังหิวมากรวมถึงสัตว์ตัวเล็กด้วยเส้นทางสวนสัตว์ก็ไม่มีหนทางอะไรนอกจากจะทำการฆ่าสัตว์ที่มีขนาดเล็กและนำสัตว์ที่มีขนาดเล็กไปให้พวกสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ากิน ซึ่งหลังจากนั้นช่างสมศักดิ์ได้ทำการขอให้คนบริจาคอาหารให้ตั้งแต่ต้นเดือนนี้แล้ว

แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครที่บริจาคอาหารให้ทำให้หมดหนทางและสิ้นหวังมากจำเป็นที่จะต้องฆ่าสัตว์ในสวนสัตว์เอง

ซึ่งนับว่าทั่วโลกนี้แล้วก็ยังมีการขาดแคลนอาหารมากพอแล้วแต่ประเทศอินโดนีเซียนั้นหนักกว่าประเทศอื่นเป็นอย่างมากจนตอนนี้ตัวใหญ่หลายๆตัวก็เริ่มตายลงทีละน้อยทีละน้อยเนื่องจากไม่มีอาหารให้กินแต่ตอนนี้สัตว์ตัวเล็กๆในสวนสัตว์ก็หายเยอะมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากนำไปเป็นอาหารให้เราสักตัวใหญ่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นหมีเสือและอีกหลายๆอย่าง

ซึ่งได้มีสัตว์ตัวหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์หายากมากๆแต่มันนั้นก็กำลังจะถูกนำไปฆ่าเพื่อเป็นอาหารให้กับสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ามันซึ่งพวกเขานั้นได้ทำการขอร้องกับทางรัฐบาลของประเทศแล้วก็จนปัญญาจริงๆจึงต้องฆ่าสัตว์สงวนตัวนี้ซึ่งทางรัฐบาลนั้นไม่รู้ว่าพวกเขาไปเกลี้ยกล่อมยังไงทางรัฐบาลถึงได้ตอบตกลงให้สามารถฆ่าได้

หลังจากที่มีการระบาดเช่นนี้ทำให้สัตว์อะไรอย่างที่มักจะกินพวกเนื้อวัวหรือของแพงๆตอนนี้ก็ต้องกินพวกเนื้อไก่ไปก่อนเนื่องจากว่าตอนนี้ไม่มีเงินมากพอแล้วจะบอกไว้อีกว่าจนตอนนี้ยังแทบไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าพนักงานสวนสัตว์เลยจึงไม่มีทางที่จะสามารถจ่ายเงินซื้อของแพงๆเหมือนกับที่เคยให้สัตว์ในสวนสัตว์กินเหมือนเมื่อก่อนได้

และได้มีข่าวลือว่าทางสวนสัตว์นั้นกลัวว่าแพนกวินจะเหงาเนื่องจากไม่มีคนมาดูเลยพวกเค้าจึงทำป้ายที่เหมือนคนมาตั้งไว้ให้แพนกวินคิดว่ามีคนดูมันอยู่จริงๆหากใครที่มีเงินก็อยากให้นำเงินไปบริจาคให้กับสวนสัตว์ที่ตอนนี้กำลังลำบากด้วยนะคะ เพราะว่าจะได้ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัวไหนอีกค่ะ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าsagame

แม่ยายอภัยให้อดีตลูกเขยที่ใช้มีดฟันลูกสาวอาการสาหัส

แม่ยายอภัยให้อดีตลูกเขยที่ใช้มีดฟันลูกสาวอาการสาหัส ส่วนตัวเองนั้นหนีไปผูกคอตาย

มีรายงานข่าวแจ้งว่ามีสามีภรรยาคู่หนึ่งทำร้ายร่างกายการโดยสารมีชื่อว่านายนิวัฒน์ได้มีการใช้มีดทำร้ายภรรยาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและหลังจากที่เขาเห็นภรรยาบาดเจ็บแล้วจึงได้ทำการหลบหนีซึ่งต่อมาชาวบ้านได้ช่วยกันนำร่างของภรรยาของเขาส่งไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น

ทางญาติของฝ่ายผู้หญิงก็คือนางวาสนาก็ได้ทำการแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับนายนิวัฒน์หลังจากที่นายนิวัฒน์ได้มีการหลบหนีเมื่อก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยาเรียบร้อยแล้วได้มีคนไปพบศพนายนิวัฒน์อกหักตายที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งกลางป่า

ลักษณะของการแขวนคอนั้นนายนิวัฒน์ได้มีการนำเชือกไนลอนไปผูกคอตัวเองถึงในกลางป่าด้วยซึ่งเป็นการจงใจการฆ่าตัวตายและน่าจะมีการฆ่าตัวตายมานานแล้วเนื่องจากว่าลักษณะของศพนั้นมีน้ำเหลืองไหลและร่างกายของศพก็เน่าเปื่อยมีเนื้อหลุดลอกจนเห็นกระโหลกได้อย่างชัดเจนเหตุการณ์ในครั้งนี้แม่ยายของนายนิวัฒน์และชาวบ้านอีกหลายคน

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นญาติๆของนางวาสนาได้พากันเดินทางมายังจุดที่พบศพนายนิวัฒน์ซึ่งได้มีการอันเชิญพระสงฆ์มาด้วยเพื่อที่จะได้ให้พระสงฆ์ประกอบพิธีทางศาสนาชวนดวงวิญญาณของนายนิวัฒน์กลับบ้านตามความเชื่อของชาวบ้านเนื่องจากว่านายนิวัฒน์นั้นได้มาผูกคอตายในป่าจึงต้องมีการนำพระมาสวดเชิญวิญญาณออกจากป่า

อย่างไรก็ดีตอนนี้ญาติของนายนิวัฒน์ได้มีการนำร่างของนายนิวัฒน์ไปประกอบพิธีทางศาสนาและขอเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากว่าสภาพศพของนายนิวัฒน์นั้นค่อนข้างที่จะเสียชีวิตมานานแล้วศพเริ่มเน่ามากแล้วทางญาติๆจึงต้องการรีบที่จะเผาศพให้เสร็จไปส่วนแม่ยายของนายนิวัฒน์ที่มาดูศพพร้อมกับทางอัญเชิญพระสงฆ์มาด้วยนั้น

ก็ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าในยอมแร่ที่ทราบเรื่องว่าในวันนั้นทำร้ายร่างกายลูกเธอรู้สึกโกรธมากและต้องการให้ตำรวจจับตัวนายนิวัฒน์ให้ได้แต่เมื่อรู้ว่านายนิวัฒน์นั้นหลังจากทำร้ายลูกชายของเธอแล้วก็มาก่อเหตุฆ่าตัวตายจึงไม่มีอะไรจะพูดและให้อภัยนายนิวัฒน์แล้ว สำหรับเหตุการณ์ตอนที่นายนิวัฒน์ทำร้ายร่างกายลูกสาวของเธอนั้น

จะบอกว่าในช่วงนั้นไม่มีคนอยู่บ้านทำให้ไม่มีใครที่จะช่วยลูกสาวของเธอได้แล้วทุกคนกลับมาถึงบ้านก็พบว่านายนิวัฒน์นั้นทำร้ายร่างกายลูกสาวของเธอไปเรียบร้อยแล้วโดยมีชาวบ้านมาช่วยกันบอกแล้วยังมีอาการสาหัสอีกด้วย

 

ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน  sagame88

สถานีตำรวจพระประแดงมีศพชายนิรนามลอยมาติดที่หน้าโรงพัก

    ในช่วงเวลา 04:30 นของวันที่ 20 เดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2523 ที่หน้าสถานีตำรวจโรงพักพระประแดงได้มีคนพบศพชายไม่ทราบชื่อลอยน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาติดอยู่ที่ตรงบริเวณหน้าโรงพักสมุทรปราการสภาพศพนั้นนอนคว่ำหน้า

และเป็นคนหัวล้านคาดว่าอายุน่าจะอยู่ที่ประมาณ 55-60 ปีเมื่อนำศพขึ้นมาไว้บนฝั่งตรวจสอบหลักฐานไม่พบว่าเป็นใครคนที่เห็นเหตุการณ์คนแรกเป็นคนที่พบศพคนแรกนั้นคือพนักงานที่ทำงานอยู่บริเวณแพข้ามฟากซึ่งเขาจะต้องมาทำงานเป็นเวลา 4:00 น.

ทุกวันสำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อนายสายัณห์ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทแพขนานยนต์ข้ามฟากได้เข้ามาแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพี่เบนถ้าแพรนั้นมีศพลอยมาติดซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบริเวณหน้าสถานีตำรวจพระประแดงโดยศพที่ลอยมานั้นเป็นผู้ชายลักษณะคือการลอยคว่ำหน้าอยู่ในน้ำโดยยังมีสวมเสื้อผ้าอยู่ซึ่งผู้ตายนั้นใส่กางเกงขาสั้น

ลายทหารส่วนเสื้อนั้นแต่เป็นเสื้อแขนสั้นสีส้มเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจึงได้เดินทางไปดูศพชั้นตรีลักษณะของศพของคนตายนั้นเป็นคนผิวดำแดงอายุน่าจะอยู่ราวประมาณ 55-60 ปีและน่าจะสูงอยู่ที่ประมาณ 160 cm ตามร่างกายมีแผลเป็นจุดจุด

ซึ่งจากการสันนิษฐานเบื้องต้นของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นพบว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วหลายวันโดยค้นอารมณ์ตัวไม่มีเอกสารที่แสดงว่าเป็นใครแล้วไม่มีทรัพย์สินใดอยู่ในตัวซึ่งในตอนแรกนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ตายน่าจะตกน้ำตายเอง

ซึ่งอาจจะเกิดจากการเมาสุราแต่อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะพยายามติดตามหาญาติของผู้เสียชีวิตให้มารับศพต่อไปซึ่งถ้าหากใครสงสัยว่าอาจจะเป็นญาติของตนเองหรือมีญาติของใครหายไปก็สามารถติดต่อได้ที่สถานีตำรวจพระประแดง            

        สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้นศพที่ลอยมาติดอาจจะต้องถูกส่งไปไว้ที่โรงพยาบาลเป็นศพไร้ญาติไปก่อนซึ่งจะหาใครพอที่จะรู้จักรูปประพันสันฐานของคนที่มีลักษณะคล้ายกับที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการแจ้งไว้เบื้องต้นก็สามารถไปทำการดูศพได้

โดยทำการติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคือพันตำรวจโทสายัณห์ภูพันนาซึ่งจะเป็นคนที่พาประสานงานไปดูศพผู้เสียชีวิตอีกครั้งหนึ่ง  สำหรับการนำร่างของผู้เสียขีวิตขึ้นมาไว้บนฝั่งนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องประสานงานกู้ภัยให้มานำร่างขึ้นจากฝั่งซึ่งขณะที่รอกู้ภัยมาช่วยนั้นก็มีการนำเชือกไปมัดร่างคนตายเอาไว้ก่อนป้องกันการถูกน้ำพัดไป

 

สนับสนุนโดย  bk8 ฝาก ขั้น ต่ํา

อาถรรพ์ร้านคาร์แคร์

อาถรรพ์ร้านคาร์แคร์เสียเจ้าของร้านคิดสั้นยิงตัวตายตามรอยเจ้าของเดิม

          เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 10 เดือนพฤษภาคมปีพศ2563 ที่ผ่านมามีชาวบ้านได้โทรแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.หาดใหญ่ว่ามีคนยิงตัวตายที่ร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งซึ่งร้านดังกล่าวอยู่บริเวณถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 4

โดยอยู่ในเขตเทศบาลนครเมืองหาดใหญ่ได้รับแจ้งเหตุเรียบร้อยแล้วทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสากู้ภัยพร้อมเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลจึงได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อเดินทางไปถึงก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นเพศชายนอนเสียชีวิตอยู่ด้านหลังของคาร์แคร์ซึ่งลักษณะศพนั้นนอนอยู่บนแคร่มีร่องรอยการถูกกระสุนปืนที่ศีรษะและบริเวณโดยรอบนั้น

มีการกินเหล้าเพราะมีขวดโซดาและแก้ววางอยู่ซึ่งต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตว่านายอนุวัฒน์ซึ่งเขาเป็นเจ้าของคาร์แคร์ที่เป็นที่เกิดเหตุแห่งนี้โดยบริเวณที่เกิดเหตุนั้นยังมีภรรยาของผู้ตายซึ่งยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความเศร้าหมองโดยเธอให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าสามีของเธอก่อเหตุฆ่าตัวตายเนื่องจากสามีเป็นคนคิดมากเกรงว่าจะไม่สามารถดูแลทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดีเลย

ตอนนี้ทางสามีเองได้มีการขายคาร์แคร์แห่งนี้ให้กับลูกค้าคนอื่นไปแล้วซึ่งมีการรับเงินมาแล้ว 2 ล้านบาทเป็นค่ามัดจำและวันที่ 14 นี้จะมีการรับเงินเพิ่มอีก 8 ล้านบาทแต่ระหว่างที่รอที่จะรับเงินค่าขายกิจการคาร์แคร์นี้นายอนุวัฒน์ก็มีลักษณะที่แปลกไปซึ่งเคยคุยกับทางภรรยาว่ากลัวว่าขายกิจการไปแล้วเงินจะหมดแล้วจะไม่สามารถหาเงินมาดูแลภรรยาและคนในครอบครัวได้เจอภรรยาของนายอนุวัฒน์ยังกล่าวอีกว่าจริงๆแล้วที่ขายคาร์แคร์แห่งนี้ไปก็มีแผนการกันกับนายอนุวัฒน์ว่าจะไปเปิดร้านขายของอยู่ที่หน้าบ้าน

ซึ่งเพื่อนบ้านที่รู้จักนายอนุวัฒน์ดีได้ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าปกติแล้วนายอนุวัฒน์เป็นคนดีเป็นคนยิ้มแย้มง่ายแล้วที่สำคัญเป็นคนที่มีเงินทำให้ตนเองไม่คิดว่านายอนุมัติจะคิดสั้นแต่เพื่อนบ้านบอกว่าเกรงว่าที่นายอนุวัฒน์ไปได้ทั้งนี้เพราะอาจจะเป็นลักษณะของการเป็นตัวตายตัวแทนกันก็เป็นได้เพราะเธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ที่ดินผืนนี้

เป็นของนายอนุวัฒน์ก็จริงแต่เขาได้เปิดคาร์แคร์แห่งนี้แล้วปล่อยให้คนเช่าซึ่งในตอนนั้นมีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาเช่าคาร์แคร์แห่งนี้แล้วเกิดการทะเลาะกันหลังจากนั้นก็เกิดการฆ่ากันตายเกิดขึ้นเมื่อผู้เช่าคน นายอนุวัฒน์และภรรยาจึงย้ายมาคุมกิจการคาร์แคร์แห่งนี้

ซึ่งนายอนุมัติเองก็มาก่อเหตุฆ่าตัวเองตายเหมือนกันทั้งที่โดยหลักเท่าที่เห็นแล้วก็ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่จะทำให้อนุมัติต้องฆ่าตัวตายได้เพราะนายอนุมัติไม่ได้เดือดร้อนอะไรและครอบครัวก็รักกันดีอย่างนั้นเพื่อนบ้านจึงบอกว่าน่าจะเป็นอาถรรพ์ของคาร์แคร์มากกว่า

 

สนับสนุนโดย  bk8 ฟรี เครดิต

ครูใจทราม 5 คนจับมือกับศิษย์เก่าของโรงเรียน 2 คนร่วมกันข่มขืนเด็กม.2 

          กำลังเป็นข่าวใหญ่โตโด่งดังมากอยู่ในขณะนี้เมื่อมีชาวบ้านคนหนึ่งนามสมมุติว่านางโอได้เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจสภ.ผึ่งแดด   

ซึ่งเป็นสถานีตำรวจในจังหวัดมุกดาหารโดยนางโอได้มีการเข้าร้องทุกข์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าหลานสาวของตนเองนั้นเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดมุกดาหารได้ถูกอาจารย์ที่สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนดังกล่าวข่มขืนกระทำชำเราจำนวนทั้งสิ้น 5 คนและที่สำคัญอาจารย์ทั้ง 5 คนยังได้มีการชักชวนลูกศิษย์เก่า

ที่เคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้มาก่อนมาร่วมข่มขืนกระทำชำเราหลานของตนเองอีกด้วยรวมทั้งสิ้นหลานสาวของเธอถูกกลุ่มครูและลูกศิษย์เก่ารวมทั้งหมด 7 คนข่มขืนกระทำชำเราโดย นางโอ ได้มีการแจ้งชื่อคุณครูที่ก่อเหตุรวมถึงวิชาที่คุณครูทั้งหมด

สอนว่าสอนวิชาอะไรบ้างและยังแจ้งรายชื่อของศิษย์เก่าอีก 2 คนที่ร่วมกันข่มขืนหลานสาวของเธอ โดยเธอเล่าว่าหลานสาวของเธอถูกทั้ง 7 คนข่มขืนมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีพศ2562 ซึ่งหลานสาวของเธออายุเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้นโดยครั้งแรกได้ถูกอาจารย์ท่านหนึ่งลงไปข่มขืนที่ห้องพักครูหลังจากนั้นหลานสาวเธอก็โดนข่มขืนได้มาประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง

ซึ่งระหว่างนี้คุณครูที่ข่มขืนหลานสาวของเธอได้มีการชักชวนเพื่อนๆที่เป็นครูด้วยกันมาร่วมข่มขืนด้วยโดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันซึ่งบางครั้งนอกจากหลานสาวของเธอจะถูกข่มขืนแล้วเพื่อนของหลานสาวของเธอก็ยังถูกข่มขืนด้วยเช่นเดียวกัน

หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจะได้มีการประสานงานไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหารเพื่อลงมาดูแลเด็กหญิงวัย 14 ปีที่ถูกคุณครูทำเราโดยให้นำตัวเด็กไปดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจรวมถึงให้ความช่วยเหลือกับครอบครัวของเด็กหญิงที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้และคอยให้คำปรึกษาเด็กและครอบครัวของเด็ก

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเชิญตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คนที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนกระทำชำเราเด็กมารับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้วโดยทั้ง 7 คนได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการอย่างที่นางโอทำการร้องเรียนไปโดยเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 7 คนได้มีการยื่นเรื่องขอประกันตัวซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้อนุมัติการประกันตัวไปเรียบร้อยแล้วทั้งนี้

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องมีการหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของการข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุ 14 ปีในครั้งนี้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ผมต้องนำตัวเด็กไปทำการตรวจร่างกายเพื่อนำมาเป็นหลักฐานเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งด้วย

      ที่จริงคราวนี้ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่าผู้ปกครองของเด็กทราบเรื่องราวได้อย่างไรและตัวเด็กเองปล่อยให้เรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ได้อย่างไรและยังยินยอมพร้อมใจให้ครูข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้งโดยที่ไม่แจ้งผู้ปกครองได้อย่างไร

ซึ่งหากมีการสอบสวนจริงๆอาจจะไม่ใช่เป็นการข่มขืนกระทำชำเราแต่อาจจะเป็นการยินยอมพร้อมใจของเด็กเองเพียงแต่ว่าครูทั้ง 5 คนต่างก็มีความผิดที่มีอะไรกับเด็กอายุแค่เพียง 14 ปีเท่านั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 pantip

ประกาศห้ามขายเหล้าในกรุงเทพตั้งแต่ 10-20 เมษายน ปี 63 นี้ 

   เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ยังมีการแพร่หลายทุกภาคในประเทศไทยดังนั้นตอนนี้ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายเพื่อหามาตรการลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19มากยิ่งขึ้นซึ่งหนึ่งในนโยบายที่มีอยู่ในตอนนี้ก็คือการเคอร์ฟิวไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านตั้งแต่ช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี 4 และในเดือนเมษายนนี้

ประเทศไทยโดยปกติแล้วจะมีการจัดเทศกาลวันสงกรานต์ซึ่งเทศกาลนี้ประชาชนต่างก็จะพากันเดินทางออกจากกรุงเทพฯเพื่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัดและจะจัดงานสังสรรค์กันในครอบครัวโดยทางรัฐบาลได้ขอความร่วมมือพร้อมกับประกาศไม่ให้ประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัดโดยเด็ดขาดรวมถึงห้ามทุกจังหวัดทุกอำเภอและทุกตำบลมีการจัดงานสงกรานต์

โดยถ้าหากบ้านไหนต้องการจัดงานสงกรานต์ก็ให้จัดงานกันภายในบ้านที่อยู่อาศัยด้วยกันเองเท่านั้นห้ามเชิญชวนญาติพี่น้องจากที่อื่นมาร่วมจัดงานเลี้ยงด้วยเด็ดขาดหากอยากลดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ก็ให้ทำผ่านทางวีดีโอคอลได้รวมถึงหากใครอยากจะสืบสานประเพณีไทยก็ให้นำพระพุทธรูปที่อยู่ในบ้านมาทำการรดน้ำดำหัวพระพุทธรูปแทน

ซึ่งหลังจากที่มีประกาศออกไปก็ทำให้ประชาชนเริ่ม รับทราบแล้วว่าจะไม่สามารถมีการจัดงานสงกรานต์หรือจัดงานเทศกาลได้ และในวันนี้เองวันที่ 9 เมษายนปีพศ 2563 รัฐบาลได้มีการประกาศออกมาอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการงดการขายเหล้าเบียร์ให้กับประชาชนโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 ถึงวันที่ 20 เมษายนเป็นต้นไปซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลานานถึง 10 วันด้วยกันที่ประชาชนจะไม่สามารถซื้อเหล้าหรือเบียร์มารับประทานได้

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีหลายจังหวัดที่มีการประกาศออกมาห้ามจำหน่ายเหล้าเบียร์เนื่องจากว่าการที่ประชาชนซื้อเหล้าเบียร์ไปกินนั้นไม่ได้พิมพ์คนเดียวแต่มีการนั่งกินกับเพื่อนฝูงซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ดังนั้นหลายๆจังหวัดจึงได้มีการห้ามในการที่จะจำหน่ายสุราเหล้าเบียร์ต่างๆโดยทั้งนี้ที่กรุงเทพฯเองก็มีการประกาศการให้ไม่มีการจำหน่ายเป็นระยะเวลา 10 วัน

โดยอาศัยช่วงในวันสงกรานต์นี้ห้ามประชาชนดื่มเหล้าดื่มเบียร์แต่เมื่อมีการประกาศออกมาในวันที่ 9 เมษายนนี้เอง ทำให้ประชาชนต่างก็พากันเดินทางไปช้อปปิ้งที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตรวมถึงร้านค้าต่างๆเพื่อมีการกักตุนเหล้าเบียร์ไว้ทานในช่วง 10 วันที่ทางกรุงเทพฯ

จะไม่ให้ขายเหล้าหรือเบียร์ทำให้วันนี้เรียกได้ว่าข้างในกรุงเทพฯส่วนใหญ่เหล้าเบียร์ตรงชั้นวางขายของหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือเลยทีเดียว ซึ่งต้องมาดูกันว่าหลังจากที่มีการประกาศห้ามขายเหล้าและเบียร์นั้นจะมีคนฝากฝืนมากน้อยแค่ไหน 

 

ทหารไทยวางอาวุธหันมาจับถังน้ำยาฆ่าเชื้อฉีดฆ่าเชื้อไวรัสทั่วกรุงเทพฯ

      โดยปกติแล้วเราจะรู้ว่าทหารมีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติคอยจับปืนต่อสู้กับเหล่าข้าศึกศัตรูที่จ้องจะมารุกรานประเทศชาติของเราด้วยในสมัยก่อนทหารจะจับดาบไว้ฟาดฟันกับศัตรูที่หวังจะมายึดครองประเทศต่อมาก็เปลี่ยนจากดาบมาเป็นปืน

ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแต่ในปัจจุบันที่ประเทศชาติไม่ได้มีปัญหาต้องรบราฆ่าฟันกับข้าศึกศัตรูที่ไหนแต่กำลังพบปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาทำให้เหล่าทหารไทยผู้หาญกล้าจำเป็นต้องวางดาบวางปืนแล้วหันมาจับกระบอกฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อเพื่อที่จะได้ฆ่าเชื้อโรคและฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่าให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยโดยตอนนี้มีการเลิกดำเนินการที่แรกก็คือในเขตกรุงเทพฯโดยจะเน้นการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อไปตามจุดต่างๆ

ที่ประชาชนนิยมไปใช้บริการเช่นตามป้ายรถเมล์แถวบริเวณสถานีรถไฟลอยฟ้าและแถวบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินซึ่งการดำเนินการนี้เป็นการสั่งการโดยนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาโดยเริ่มมีการดำเนินการกันมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มีนาคมปีพศ 2563 โดยมีกำหนดการที่จะมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในเขตกรุงเทพฯแบบนี้ทุกวัน

ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังทหารจะต้องออกปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงเวลา 1:00 นลากยาวจนถึง 05:00 นซึ่งคาดว่าการกระทำในการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อนี้จะทำต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคมหรืออาจจะจนกว่าจะสิ้นสุดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า

      สำหรับวิธีการการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อตามสถานที่ที่มีคนหนาแน่นนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่จริงๆแล้วมันสามารถช่วยได้แค่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้นเองเพราะเนื่องจากว่าเมื่อเรามีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อไปแล้วและมีคนที่ติดเชื้ออาจจะบักขี้มูกแล้วมาป้ายตรงจุดที่ทหารเคยมาฉีดยาฆ่าเชื้อตัวเชื้อโรคก็จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งซึ่งถ้าใครมาโดนขี้มูกตรงจุดนั้นก็จะได้รับเชื้อไวรัสโคโรน่าไปทันทีดังนั้นการฆ่าเชื้อโดยการฉีดพ่นน้ำยาช่วงเวลา 01:00 นถึง 5:00 น

จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพราะจริงๆแล้วการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุคือการค้นหาคนที่ติดเชื้อไวรัสทั้งหมดแล้วนำมารักษาเพื่อให้หายจะได้ไม่ไปแพร่เชื้อให้กับคนอื่นอีกซึ่งวิธีการที่ถูกต้องควรจะเปิดสถานที่ สามารถให้ประชาชนเข้ามาตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้วเมื่อคัดกรองแล้วว่าใครติดเชื้อก็นำตัวไปรักษาวิธีการนี้น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าภายในประเทศไทยเพราะต่อให้เราฉีดพ่นไปมากแค่ไหนแต่ระหว่างวันมีคนที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเดินกันขวักไขว่ไปมายังไงเชื้อก็สามารถส่งต่อถึงกันได้อยู่ดี

สาว อบต. ลพบุรี ถูกหัวหน้างานลวนลาม

 มีน้องผู้หญิงคนนึงชื่อว่าน้องน้ำ โดยเรื่องราวของเธอถูกเผยแพร่ออกมาผ่านทาง facebook จากชมรมคนไม่กลัวผู้มีอิทธิพล โดยในเพจมีการระบุเอาไว้ว่า น้องน้ำคนดังกล่าวต้องการที่จะหลบหัวหน้างานแล้วน้องน้ำทำงานอยู่ที่ อบต.แห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี

แล้วถูกลูกพี่พยายามจะเข้ามาปล้ำ ซึ่งมีคลิปวีดีโอโพสต์ลงไปประกอบกับคำบรรยายในเพจด้วยซึ่งในคลิปจะเห็นว่าหัวหน้าของน้องน้ำพยายามที่จะเข้าไปปล้ำน้องน้ำ โดยน้องน้ำได้เล่าถึงสาเหตุที่เข้ามาในห้องที่เกิดเหตุนี้และถูกหัวหน้าปกป้องว่าในวันดังกล่าวที่เกิดเรื่องเป็นวันที่ทางอบตมีการจัดงานแจกเสื้อให้กับชาวบ้านซึ่งมีลุงคนหนึ่งเป็นคนที่คุ้นเคยกับน้องน้ำดีเดินมาบอกน้องน้ำว่าหัวหน้าของน้องน้ำให้น้องน้ำไปประกาศเสียงตามสายบอกให้ชาวบ้านเดินทางมารับเสื้อ

ดังนั้นน้องน้ำจึงได้เดินเข้ามาในห้องประกาศเสียงตามสาย หลังจากนั้นปรากฏว่าลูกพี่ของน้องน้ำได้เดินตามเข้ามา แล้วก็ตรงเข้ามาทำการปลุกปั้นน้องน้ำซึ่งน้องน้ำก็พยายามขัดขืนหลังจากที่คลิปนี้มีการเผยแพร่ออกสู่สังคม Social ทำให้นักข่าวได้ทราบข่าวและลงเข้าไปในพื้นที่เพื่อไปสอบถามกับน้องน้ำผู้หญิงในคลิปดังกล่าวซึ่งน้องๆก็ได้ให้ข้อมูลกับนักข่าวว่าในวันดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมแจกเสื้อให้กับชาวบ้าน

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคมปีพศ 2563 นี้เอง แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นดังในคลิปที่มีการเผยแพร่ออกไปนั่นเองไปให้ข้อมูลกับนักข่าวเหตุการณ์ในวันดังกล่าวน้องน้ำยังไม่ทันได้ถูกข่มขืนก็สามารถหนีรอดออกมาได้ก่อนแต่น้องน้ำไม่ได้มีการทำร้ายหรือตบตีทางลูกพี่แต่อย่างใดเนื่องจากว่าเกรงกลัวลูกพี่จะทำร้ายร่างกายเพราะโดยปกติแล้วลูกพี่ของน้องน้ำมักจะพกปืนติดตัวอยู่ตลอดเวลาดังนั้นในวันเกิดเหตุจึงได้ทำเพียงแค่วิ่งหนีออกมาจากจุดเกิดเหตุเท่านั้น แล้วก็มานั่งร้องไห้อยู่ด้านนอกซึ่งเธอเชื่อว่าเพื่อนๆที่อยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุน่าจะได้ยินเหตุการณ์แต่คงไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเพราะว่าลูกพี่เป็นคนที่มีอิทธิพลและเธอเชื่อว่าผู้หญิงหลายคนที่เคยทำงานอยู่ที่นี่น่าจะเคยถูกลูกพี่กระทำการข่มขู่บังคับขืนใจเช่นเดียวกันกับเธอเหมือนกันเจอเธอยังบอกด้วยว่าตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ด้วยกันมาลูกพี่

คนนี้มักจะพูดจาลามกกับลูกน้องอยู่เสมอ และหลังจากเกิดเหตุการณ์แบบนี้เธอได้ไปทำการร้อง  อบต. และร้องศูนย์ดำรงธรรม แต่ก็ไม่มีเพื่อนร่วมงานคนไหนจะมาเป็นพยานให้กับเธอเลยเพราะทุกคนต่างก็เกรงกลัวอิทธิพลของนายก อบต. คนนี้กันมาก แต่เมื่อนักข่าวลงไปสอบถามคนงานที่ทำงานอยู่ในบ้านของนายกอบตคนดังกล่าวทุกคนต่างให้ข้อมูลเหมือนกันว่านายก อบต. เป็นคนดีและไม่มีใครเชื่อว่านาย อบต.

จะทำเช่นนั้นซึ่งหลายคนเชื่อว่านายกต้องถูกวางยาแน่นอนถึงมีอาการเช่นนั้นออกมาโดยทุกคนต่างก็บอกตรงกันว่าชาวบ้านและลูกน้องของนายก อบต. คนนี้ยังรักนายกกันทุกคนเพราะว่าเขาเป็นคนดี ซึ่งคงต้องรอผลการสอบสวนกันต่อไป