ครูใจทราม 5 คนจับมือกับศิษย์เก่าของโรงเรียน 2 คนร่วมกันข่มขืนเด็กม.2 

          กำลังเป็นข่าวใหญ่โตโด่งดังมากอยู่ในขณะนี้เมื่อมีชาวบ้านคนหนึ่งนามสมมุติว่านางโอได้เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจสภ.ผึ่งแดด   

ซึ่งเป็นสถานีตำรวจในจังหวัดมุกดาหารโดยนางโอได้มีการเข้าร้องทุกข์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าหลานสาวของตนเองนั้นเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดมุกดาหารได้ถูกอาจารย์ที่สอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนดังกล่าวข่มขืนกระทำชำเราจำนวนทั้งสิ้น 5 คนและที่สำคัญอาจารย์ทั้ง 5 คนยังได้มีการชักชวนลูกศิษย์เก่า

ที่เคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้มาก่อนมาร่วมข่มขืนกระทำชำเราหลานของตนเองอีกด้วยรวมทั้งสิ้นหลานสาวของเธอถูกกลุ่มครูและลูกศิษย์เก่ารวมทั้งหมด 7 คนข่มขืนกระทำชำเราโดย นางโอ ได้มีการแจ้งชื่อคุณครูที่ก่อเหตุรวมถึงวิชาที่คุณครูทั้งหมด

สอนว่าสอนวิชาอะไรบ้างและยังแจ้งรายชื่อของศิษย์เก่าอีก 2 คนที่ร่วมกันข่มขืนหลานสาวของเธอ โดยเธอเล่าว่าหลานสาวของเธอถูกทั้ง 7 คนข่มขืนมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีพศ2562 ซึ่งหลานสาวของเธออายุเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้นโดยครั้งแรกได้ถูกอาจารย์ท่านหนึ่งลงไปข่มขืนที่ห้องพักครูหลังจากนั้นหลานสาวเธอก็โดนข่มขืนได้มาประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง

ซึ่งระหว่างนี้คุณครูที่ข่มขืนหลานสาวของเธอได้มีการชักชวนเพื่อนๆที่เป็นครูด้วยกันมาร่วมข่มขืนด้วยโดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันซึ่งบางครั้งนอกจากหลานสาวของเธอจะถูกข่มขืนแล้วเพื่อนของหลานสาวของเธอก็ยังถูกข่มขืนด้วยเช่นเดียวกัน

หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจะได้มีการประสานงานไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหารเพื่อลงมาดูแลเด็กหญิงวัย 14 ปีที่ถูกคุณครูทำเราโดยให้นำตัวเด็กไปดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจรวมถึงให้ความช่วยเหลือกับครอบครัวของเด็กหญิงที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้และคอยให้คำปรึกษาเด็กและครอบครัวของเด็ก

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเชิญตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คนที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนกระทำชำเราเด็กมารับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้วโดยทั้ง 7 คนได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการอย่างที่นางโอทำการร้องเรียนไปโดยเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 7 คนได้มีการยื่นเรื่องขอประกันตัวซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้อนุมัติการประกันตัวไปเรียบร้อยแล้วทั้งนี้

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องมีการหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของการข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุ 14 ปีในครั้งนี้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ผมต้องนำตัวเด็กไปทำการตรวจร่างกายเพื่อนำมาเป็นหลักฐานเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งด้วย

      ที่จริงคราวนี้ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่าผู้ปกครองของเด็กทราบเรื่องราวได้อย่างไรและตัวเด็กเองปล่อยให้เรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ได้อย่างไรและยังยินยอมพร้อมใจให้ครูข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้งโดยที่ไม่แจ้งผู้ปกครองได้อย่างไร

ซึ่งหากมีการสอบสวนจริงๆอาจจะไม่ใช่เป็นการข่มขืนกระทำชำเราแต่อาจจะเป็นการยินยอมพร้อมใจของเด็กเองเพียงแต่ว่าครูทั้ง 5 คนต่างก็มีความผิดที่มีอะไรกับเด็กอายุแค่เพียง 14 ปีเท่านั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 pantip

ง้อเมียไม่สำเร็จกราดยิงคนในบ้านอดีตภรรยาจนได้รับบาดเจ็บ 

      มีเหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่ 3 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2563 ซึ่งเหตุการณ์กราดยิงในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาดึกแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นมีสาเหตุเนื่องมาจากมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งอายุประมาณ 44 ปีชื่อว่านายป้อม 

ก่อเหตุนำอาวุธปืนมากราดยิงที่บ้านของอดีตภรรยาเนื่องจากไม่สามารถง้อภรรยาให้กลับมาคืนดีได้โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้อันที่จริงแล้วในวันดังกล่าวนายป้อมได้เดินทางมาที่บ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเย็นแล้วแต่ไม่พบอดีตภรรยาซึ่งนายป้อมคิดว่าอดีตภรรยานั้น

อาจจะไปกับแฟนใหม่โดยนายป้อมเข้าใจว่าที่ภรรยาไม่ยอมคืนดีด้วยเพราะว่ามีแฟนใหม่เป็นผู้หญิงเนื่องจากว่ามักจะเห็นอดีตภรรยาของตนเองนั้นไปไหนมาไหนกับผู้หญิงซะเป็นส่วนใหญ่

จึงทำให้ ในตอนเย็นที่มาหาอดีตภรรยาแล้วไม่เจอนายป้อมได้มาเอะอะโวยวายจนเป็นเหตุให้พี่สาวของอดีตภรรยาได้มีการโทรตามเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาระงับเหตุซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นนายป้อมได้ถอยออกจากบ้านไปโดยทุกคนไม่คิดว่าหลังจากที่ผ่านไปแค่เพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาระงับเหตุกลับไปแล้วนั้นนายป้อมจะย้อนกลับมาทำร้ายคนในบ้านอีกครั้งซึ่งการกลับมาครั้งที่ 2 นี้ในป้อมได้นำอาวุธปืนมาด้วย

และได้มีการกราดยิงเข้ามาในบ้านจนทำให้กระสุนปืนไปถูกพี่สาวของอดีตภรรยาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับลูกชายของนายป้อมเป็นอย่างมากเพราะนายป้อมมีความตั้งใจที่จะใช้อาวุธปืนมายิงภรรยาให้ถึงแก่ความตายเนื่องจากลูกชายของนายป้อมได้เห็น Facebook ของนายป้อมว่าได้มีการไปยิงภรรยาที่บ้าน

แต่ยังไม่สะใจดีซึ่งหลังจากที่นายป้อมได้มีการ กราดยิงคนในบ้านของอดีตภรรยาเรียบร้อยแล้วก็ได้มีการขับรถกระบะหลบหนีไปซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการระดมกำลังไล่ล่าโดยเตรียมนายตำรวจจำนวนถึง 20 นายด้วยกันพยายามขับรถตามจนในที่สุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถตามนายป้อมให้มาดำเนินคดีได้

เนื่องจากว่าในระหว่างที่มีการขับรถหลบหนีนั้นนายป้อมได้ขับรถตกข้างทางประสบอุบัติเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวได้ อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ในครั้งนี้อดีตภรรยาของนายป้อมยืนยันว่าจะไม่กลับไปคืนดีกับนายป้อมแน่นอนเนื่องจากว่าตลอดเวลาที่คบหากันมา 25 ปีนายป้อมมักจะมีการทำร้ายร่างกายตนเองอยู่เป็นประจำและที่สำคัญ

และอดีตสามีได้มีการเลิกรากันไปนานถึง 10 ปีแล้วซึ่งหลังจากเลิกรากันไปตัวนายป้อมเองก็ไปมีผู้หญิงคนใหม่แต่ทุกครั้งที่มีการเลิกรากับผู้หญิงคนใหม่นายป้อมก็มักจะกลับมาหาอดีตภรรยาเพื่อนมาขอคืนดีแต่เมื่อไม่ยอมคืนดีด้วยก็มักจะโวยวายและขู่ทำร้ายคนในครอบครัวซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายป้อมทำดังนั้นทุกคนในครอบครัวยืนยันจะเอาเรื่องนายป้อมให้ถึงที่สุด

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88

ข่าวสารจากเกาหลีเหนือ

ตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังได้มีข่าวลือออกมาอยู่เรือยๆและก็ยังไม่มีใครที่ได้พบเห็น คิม จองอึน ที่เป็นภาพวีดีโอนอกจากมีการออกจดหมายไปหาผู้คนต่างๆ

ก็เลยทำให้ยังมีการคาดการณ์อยู่ว่าตลาบใดที่ยังไม่ได้เห็นตัวจริงๆของ คิม จอง อึน สถานการณ์ของ คิมจองอึน จะเป็นอย่างไรและก็สถานการณ์ผู้ถึงทาญาติทางการเมืองว่าได้วางใครเอาไว้ วันนี้เรามีมาให้ได้ดูกัน 

จริงๆแล้วยังไม่มีการวางทาญาติทางการเมืองของ คิม จอง อึน เอาไว้เพราะว่า นายคิม จอง อึน นั้นได้มีอายุแค่เพียง36ปีเศษ แล้วทีนี้ก็ยังได้มีการคาดการณ์เอาว่า ถ้าเกิดว่า นาย คิม จอง อึน นั้นไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ใครจะเป้นคนมาทำหน้าที่ตรงนี้แทน

แน่นอนเลยว่าจะต้องเป็นน้องสาวคิมยอจองได้ติดตามพี่ชายไปยังสถานที่ต่างๆในช่วงสองปีที่ผ่านมาอยู่ตลอด ซึ่งด้านคิมยอจองยังได้เคยเป็นผู้อำนวยการในกองโฆษณาชวนเชื่อและในการเคลื่อนไหวของพรรคแรงงานเกาหลีและในตอนนี้ก็ยังได้เป็นกรมอธิบดีประชาสัมพันธ์อีกด้วย

โดยจะมีหน้าที่สร้างภาพรักให้ดูดีในสายตาของชาวโลก นอกจากนี้ก็ยังได้เป็นหนึ่งในขณะกรรมการกรงการเมืองถือได้ว่าเป็นสตรีทรงมีอิทธิพลของเกาหลีเหนือกันเลยทีเดียวอีกทั้งยังได้เป็นหัวหน้าขณะเจ้าหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนืออย่างไม่เป็นทางการอีกด้วย

ทั้งนี้ก็ยังได้มีการคาดการอีกด้วยว่าเธอนั้นได้เกิดในปี1988-1989ก็จะมีอายุราวประมาณ31ปีเศษ จากนั้นก็ได้มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่เป็นหลักฐานอัตชีวประวัติของนาย คิม จอง อิล ซึ่งภายในก็ได้บรรยายเอาไว้แบบนี้ว่า คิมยอจอง นั้นได้เป็นสาวน้อยแกมยุ้ยดูดีมีเสน่ห์จากนั้นก็ยังได้มีชื่อเล่นอีกด้วยว่าเจ้าหญิงยอจองได้เป็นชื่อที่พ่อของเขาได้ใช้เรียกก็คือ คิมจองอิล เรียกต่อมาก็ตามพี่ชายนาย คิม จอง อึน ไปเรียนต่อที่สวิตเซอร์แลนด์

จนถึงเมื่อในปีประมาณ2000ก็ได้กลับเข้ามาเรียนต่อที่เกาหลีเหนือและหลังจากนั้นเธอก็ได้เข้ามาที่มีบทบาทมากขึนอยู่เรื่อยๆเดินตามพี่ชายของเขาตลอดเลยในการเข้าประชุมสุดยอดระหว่าง พี่ชายกับผู้นำสหรัฐ ผู้นำเกาหลีใต้ และก็ยังได้เป็นตัวแทนของเกาหีเหนือไปร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในช่วงฤดูหนาว

เนื่องจากในตอนนั้นได้นำคณะนักกีฬาไปแล้วก็ทำให้ คิมยอจอง ได้กลายเป็นสมาชิกคนแรกของในสกูลคิมในสามรถุ่นเลยที่ได้เดินทางเกาเหลือใต้ในตอนที่ได้ไปเกาหลีใต้ในครั้งแรกนั้นได้นำสารจากพี่ชายไปให้ประธานาธิบดีมุนแจอินซึ่งในตระกูลคิมก็ได้ครอบครองมาแล้ว

ด้วยกันถึงสามรุ่นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสหรัฐ และ สหภาพโซเวียตได้แบ่งคาบสมุทรเกาหลีออกเป็นสองส่วนและนี่ก็คือเรื่องราวของน้องสาวนายคิมจองอึน

 

สนับสนุนโดย  next88 pantip

คนไทยในเกาหลีใต้วอนรัฐบาลไทยพากลับบ้าน

คนไทยในเกาหลีใต้วอนรัฐบาลไทยพากลับบ้านตอนนี้ใกล้อดตายแล้วเพราะต้องคอยจ่ายเงินเลื่อนตั๋วเครื่องบินเพราะไทยปิดน่ายฟ้า

           มีรายงานข่าวเข้ามาเมื่อวันที่ 20 เดือนเมษายนพ.ศ 2563 ว่ามีคนไทยที่ไปทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการร้องเรียนผ่านสื่อทีวีช่อง 1 เข้ามาเกี่ยวกับการที่รัฐบาลไทยมีการประกาศปิดประเทศไม่ให้มีการเปิดน่านฟ้าไม่เปิดให้ต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงนี้เพราะต้องการที่จะมีการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าให้หายไปก่อน

ก่อนที่จะมีการเปิดจรไปมาระหว่างประเทศกันอีกครั้งหนึ่งซึ่งทางสำนักงานข่าวดังกล่าวที่ได้รับร้องเรียนจากคนไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนั้น

ได้นำคลิปวีดีโอของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่านางสาวเบญจวรรณเป็นคนจังหวัดตากและได้มีการเดินทางไปทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเธอได้มีการอัดคลิประบายถึงรัฐบาลของประเทศไทยว่าให้ช่วยประสานงานพาเธอและครอบครัวเธอรวมถึงคนไทยคนอื่นๆที่ยังอยู่ในเกาหลีใต้กับประเทศด้วยเนื่องจากว่าตอนนี้สถานการณ์ของทุกคนที่อยู่ในประเทศเกาหลีใต้นั้น

ค่อนข้างลำบากมากเนื่องจากในตอนแรกนั้นทุกคนตั้งใจว่าจะลาออกจากงานและเตรียมซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับประเทศแล้วแต่อยู่ดีๆทางรัฐบาลก็มีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ออกมาว่าห้ามมีการเดินทางระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยขอปิดประเทศงดสัญจรฐานทางด้านฟ้าทำให้พวกเขาที่พากันซื้อตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้วไม่สามารถที่จะนั่งเครื่องมาลงในประเทศไทย

ได้พวกเขาทำได้เพียงแค่มีการเลื่อนวันเดินทางกลับออกไปเรื่อยๆเท่านั้นเองซึ่งตั้งแต่ลาออกจากงานมาพวกเขาก็ใช้เงินที่มีอยู่ 100 ลงไปเรื่อยๆตอนนี้ปัญหาที่พบคือเงินเริ่มจะหมดแล้วและข้าวสารรวมถึงอาหารสดต่างๆก็ร่อยหรอลงทุกทีทำให้ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ได้แล้ว

จึงได้มีการขอประสานงานให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือพวกเขาให้กลับมาที่เมืองไทยให้ได้ในครั้งนี้ด้วยซึ่งเบื้องต้นนั้นมีการตรวจสอบคนไทยที่อยู่ในเกาหลีใต้แล้วว่ามีประมาณ 98 คนที่ยังคงอยู่ที่เกาหลีใต้และต้องการที่จะเดินทางกลับประเทศไทยอย่างแน่นอน

หลายคนได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่อยู่และขาดแคลนเงินดังนั้นส่วนใหญ่จึงต้องช่วยเหลือกันเองด้วยกันมาอยู่รวมๆกันในห้องเช่าและใช้ชีวิตไปวันๆมีกินมีใช้ก็ต้องแบ่งกันซึ่งค่าครองชีพที่เกาหลีใต้นั้นค่อนข้างแพงน้ำขวดนึงก็ต้อง 25 บาท

ซึ่งตอนนี้หลายคนเงินแทบจะไม่เหลือติดตัวแล้วดังนั้นถ้าหากรัฐบาลไม่ช่วยเหลือในช่วงนี้พวกเขาทั้งหมดต้องอดตายอย่างแน่นอนโดยเขายืนยันว่าหากทางรัฐบาลมีการช่วยให้เขากับประเทศไทยได้พวกเขายินดีจะทำทุกอย่างตามที่รัฐบาลต้องการเกี่ยวกับเรื่องของการกลับตัว

 

สนับสนุนโดย  bk8

พนักงานสาวการบินไทยตัดสินใจกระโดดตึกตาย

เครียดไม่มีเงินใช้ งานก็ไม่ได้ไปทำเพราะพิษโควิด-19  พนักงานสาวการบินไทยตัดสินใจกระโดดตึกตาย

           รายงานแจ้งไปที่สถานีตำรวจ สน. ลาดกระบังมีหญิงสาวคนหนึ่งได้ทำการกระโดดตึกฆ่าตัวตายโดยเธอร่วงลงมาจากชั้น 7 ของคอนโดหลังจากทราบเรื่องทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและมูลนิธิปอเต็กตึ้งก็พากันเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

ซึ่งที่นั่นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพนางสาวแหม่มนอนเสียชีวิตอยู่ตรงบริเวณทางเท้าด้านข้างของคอนโดจากการสอบถามผู้คนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุทราบว่าหญิงสาวพักอาศัยอยู่ที่คอนโดดังกล่าวซึ่งอยู่อาคารบี โดยเธออาศัยอยู่ที่ห้องเพียงคนเดียวในขณะที่กำลังสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์

คนอื่นอยู่นั้นก็มีพ่อของนางสาวแหม่มเดินมาให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยคุณพ่อของผู้เสียชีวิตแจ้งว่าตนเองอยู่คนละที่กับลูกสาวซึ่งไม่สามารถติดต่อลูกสาวได้หลายวันจึงทำให้เกิดความเป็นห่วงวันนี้จึงได้เดินทางมาเยี่ยมลูกสาวถึงที่คอนโด

แต่เมื่อมาถึงห้องพักกับพบว่าลูกสาวล็อคกุญแจจึงได้เคาะประตูเรียกและตะโกนเรียกแต่ลูกสาวก็ไม่มาเปิดจึงได้ทำการนำกุญแจสำรองไขเข้าไปเมื่อเปิดประตูไปถึงก็เห็นว่าลูกสาวพุ่งตัวกระโดดลงจากคอนโดเรียบร้อยแล้วซึ่งห้องของลูกสาวนั้นอยู่ชั้น 7

โดยลูกสาวอยู่ภายในห้องคนเดียวเนื่องจากว่าลูกสาวมีแฟนแต่เพิ่งเลิกกันไปได้ประมาณ 1 เดือนโดยลูกสาวทำงานเป็นพนักงานอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิเลยทำงานอยู่ในไปการโดยสารของการบินไทยของบริษัทวิงสแปนซึ่งตอนนี้ลูกสาวมีปัญหาเรื่องของความเครียดที่ทางบริษัทให้หยุดงาน

เนื่องจากปัญหาของไวรัสโคโรนาทำให้ไม่มีเงินเดือนมาเป็นค่าใช้จ่ายเท่าที่ควรห้องของลูกสาวดูก็พบว่ามีการกู้ยืมเงินกับใครบางคนไว้เป็นเงิน 5,000 บาท

ซึ่งทางพ่อของผู้เสียชีวิตและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองต่างก็สันนิษฐานกันว่าเธอน่าจะมีปัญหาเรื่องของเงินที่จะเอามาเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่ได้ทำงานและเมื่อตัดสินใจไม่ได้เธอจึงได้คิดสั้นกระโดดตึกฆ่าตัวตาย

          เหตุการณ์ที่ผู้คนฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินใช้ในช่วงไวรัสระบาดนี้ไม่ใช่เคสแรกนี่เป็นเคสที่เรียกได้ว่าเป็นเคสที่ร้อยที่พันเลยก็ว่าได้ที่มีคนฆ่าตัวตายจากปัญหาไม่มีเงินใช้ไม่มีงานทำในช่วงที่ไวรัสระบาดซึ่งถึงแม้จะมีเงินเยียวยาจากตั้งรัฐบาลมาช่วยเหลือแต่ทุกคนก็ไม่ได้เท่าเทียมกันหมดบางคนได้บางคนไม่ได้และส่วนใหญ่คนที่เดือดร้อน

เรื่องของเงินจริงๆนั้นมักจะไม่ได้เงินเยียวยาแล้วตอนนี้การแจกเงินช่วยเหลือประชาชนก็ค่อนข้างเข้มงวดและใช้ระยะเวลานานซึ่งหลายคนไม่สามารถรอได้เพราะยังมีความจำเป็นต้องจ่ายค่ากินค่าเช่าห้องค่าน้ำค่าไฟกันอยู่เมื่อหาทางออกไม่ได้หลายคนจึง

ค่าตัวตายซึ่งหากนับจำนวนผู้เสียชีวิตจากปัญหาความเครียดที่เกิดจากการระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้น่าจะเป็นหลักพันได้เลยทีเดียว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

สองพี่น้องถูกจับถูกซ้อมตาย1 อีก1 บาดเจ็บสาหัส

สองพี่น้องถูกจับข้อหายาเสพติดแต่ถูกซ้อมตาย1 อีก1 บาดเจ็บสาหัส

            เมื่อวันที่ 18 เมษายนปีพศ 2563   สำนักข่าวแห่งหนึ่งได้รับการบอกเล่าเรื่องราวจากชายคนหนึ่งที่ชื่อว่านายนิวัฒน์ซึ่งเขาเป็นชาวบ้านแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครพนมช่วยเขาได้เล่าว่าครอบครัวของเขามีฐานะยากจนโดยมีการปลูกบ้านเป็นเพลิงอยู่ตรงท้ายหมู่บ้านซึ่งเขามีลูกชาย 2 คนก็คือยุทธนาและณัฐพงษ์เพิ่งอยู่มาวันนึงอยู่ดีๆก็มีผู้ชายที่แต่งตัวคล้ายกับทหารขับรถกระบะเข้ามาภายในพื้นที่พักอาศัยของตนเองหลังจากนั้นก็พาตัวลูกชายของเขาขึ้นรถกระบะออกไปด้วย

ก็ไม่รู้ว่าลูกชายของเขาถูกนำตัวไปไว้ที่ไหนหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ข่าวว่าลูกชายของเขาคือนายยุทธนาตายแล้วซึ่งลักษณะของการตายนั้นมีร่องรอยของการถูกทำร้ายเนื่องจากว่ามีบาดแผลทั้งที่หน้าอกหางคิ้วแล้วสภาพบริเวณใบหน้าก็ยังมีร่องรอยการเขียวช้ำตาเหลือกค้างส่วนลูกชายอีกคนนึงก็คือณัฐพงษ์วันนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซึ่งมีอาการเดินทางที่ปอดและซี่โครงหัก 2 ซี่โดยลูกชายทั้งสองคนของเขาถูกใส่ที่แต่งตัวคล้ายทหารพาไปซ้อมจะตายและอีกคนนึงก็ยังบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย  เรื่องราวในครั้งนี้นายนิวัฒน์ได้บอกว่าเหตุการณ์ที่มีชายแต่งกายเหมือนกับทหารมาที่บ้านนั้นเกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำประมาณซัก 19:00 นของวันที่ 17 เดือนเมษายนปีพศ 2563

ซึ่งตอนนั้นตนเองไม่ได้อยู่บ้านแต่มีคนโทรเข้ามาบอกว่าลูกชายของเขาทั้งสองคนถูกใครก็ไม่รู้นำตัวขึ้นรถกระบะไปแล้วโดยตอนช่วงเวลานั้นตัวนายนิวัฒน์เองไปกินข้าวกับน้องชายของนายนิวัฒน์ที่แถวบริเวณท้ายท้องนาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุหลังจากรู้เรื่องก็รีบเดินมาที่บ้านทันทีพบว่าบ้านมีร่องรอยการถูกรื้อค้นแล้วพอโทรศัพท์ไปหาลูกก็ไม่มีคนรับสายโทรเข้าไปอีกก็ปรากฏว่ามีใครก็ไม่รู้รับสายแทนลูกชาย

โดยคนรับสายปลายทางบอกว่าพวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบเรื่องของยาเสพติดจึงได้นำตัวลูกชายไปเพื่อสอบสวนแต่ถ้าไม่มียาเสพติดไว้ในครอบครองก็จะมีการปล่อยตัวต่อมาประมาณสักช่วงเวลา 1:00 นก็มีเบอร์ของลูกชายโทรเข้ามาบอกให้ไปดูลูกชายอีกคนนึงตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลนายนิวัฒน์และภรรยาจึงได้เดินทางไปที่โรงพยาบาล

หลังจากนั้นก็มีคนที่แต่งตัวคล้ายกับทหารเดินเข้ามายกมือไหว้ขอโทษซึ่งตนก็ถามว่าลูกของเขาเป็นอะไร ลูกของเขาตายหรือยังซึ่งชายคนดังกล่าวก็บอกว่าตอนนี้หมอกำลังดูอาการให้อยู่แต่หลังจากที่เขาได้ไปดูสภาพลูกชายทั้งสองคนก็พบว่าลูกชายคนโตนั้นคุณหมอกำลังช่วยรักษาด้วยการพยายามปั๊มหัวใจแต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้

โดยลูกชายคนโตเขาเสียชีวิตส่วนคนเล็กยังไม่ตายแต่หลายคนที่แต่งตัวเหมือนอาหารไม่ยอมบอกว่าเอาลูกชายคนเล็กของเขาไปไว้ที่ไหน  นายนิวัฒน์บอกว่าลูกทั้งสองคนเคยมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดแต่ก็เลิกมานานแล้วซึ่งเมื่อนักข่าวสอบถามกับทางเพื่อนบ้านต่างก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าเคยมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดจริงแต่ทั้งคู่ได้เลิกยุ่งเกี่ยวแล้ว

และตอนนี้ทั้งคู่ก็เป็นเด็กดีช่วยเหลือพ่อแม่ทำนาซึ่งถ้าหากชายคนดังกล่าวเป็นทหารจริงก็ควรจะจับกุมไปสอบสวนดีๆไม่ควรจะซ้อมจนถึงขนาดต้องทำให้ถึงแก่ความตายขนาดนี้

คนขับรถเมล์สาย 140 ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจนเสียชีวิต

         มีข่าว ออกมาว่าคนขับรถเมล์สาย 140 เพิ่งเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าวิ่งรถเมล์สาย 140 นั้นจะเป็นการวิ่งจากแสมดำไปจนถึง แถวบริเวณย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิซึ่งเหตุการณ์ที่คนขับรถเมล์เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้น

  ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทาง Social ว่ามีคนขับรถเมล์คนนึงเป็นผู้หญิงขับรถเมล์สาย 140 เพิ่งเสียชีวิตไปและจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

ดังนั้นจึงได้มีการประกาศออกมาให้บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับหญิงสาวที่ขับรถเมล์คนดังกล่าวทำการกักตนเองเป็นระยะเวลา 14 วันรวมถึงไปทำการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าที่โรงพยาบาล  โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้นเนื่องจากว่าหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นคนขับรถเมล์ซึ่งจะมีผู้โดยสารที่ขึ้นรถเมล์จากแสมดำไปอนุสาวรีย์เป็นจำนวนมาก

โดยระหว่างที่มีการติดเชื้อนั้นน่าจะมีคนที่ได้รับความเสี่ยงในการได้รับเชื้อจากหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกันเพราะว่าหลายคนสงสัยว่าเหตุใดเมื่อทราบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสโคโรนาจึงไม่มีการออกมาประกาศให้คนอื่นได้ทราบเพื่อที่จะได้ป้องกันแต่กลับปิดบังเอาไว้ทำให้ตอนนี้ไม่ทราบว่าใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยง

นื่องจากรถเมล์คันที่หญิงสาวคนดังกล่าวขับนั้นเป็นรถเมล์ปรับอากาศดังนั้นใครก็ตามที่ขึ้นรถเมล์ในช่วงที่หญิงสาวมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ก็น่าจะมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากที่จะติดเชื้อไวรัส ซึ่งเมื่อเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทางผู้อำนวยการของ ขสมก. ก็ได้ออกมายอมรับว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง โดยเบื้องต้นเมื่อย้อนข้อมูลกลับไปแล้ว

พบว่าคนขับรถเมล์ดังกล่าวเริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 เดือนมีนาคมหลังจากนั้นวันที่ 3 เมษายนก็มีอาการไข้ขึ้นสูงโดยวัดไข้ได้ถึง 38 องศาเซลเซียสหลังจากนั้นจึงได้มีการไปตรวจวัดไข้หาเชื้อไวรัสโคโรน่าที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 4 เมษายน

และพบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสจึงเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลและเสียชีวิตในวันที่ 12 เมษายน ซึ่งหลังจากที่คนขับรถเมล์สาวเสียชีวิตลงทางขสมก.เองก็ได้มีการกับตัวพนักงานรวมทั้งสิ้น 18 คนที่มีความเกี่ยวข้องกับคนขับรถเมล์คนดังกล่าวเบื้องต้นพบว่ามีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในกลุ่มของพนักงานเก็บเงินบนรถเมล์ประมาณ 4 คนแล้ว

หลังจากนี้ยังต้องเฝ้าดูอาการคนอื่นๆอีกว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเพิ่มหรือไม่และยังต้องตามหาคนที่ขึ้นรถเมล์ 140 ในช่วงที่ผู้ป่วยยังไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสโคโรนานั่นก็คือตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมมาจนถึงวันที่ 4 เมษายน

ประกาศห้ามขายเหล้าในกรุงเทพตั้งแต่ 10-20 เมษายน ปี 63 นี้ 

   เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ยังมีการแพร่หลายทุกภาคในประเทศไทยดังนั้นตอนนี้ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายเพื่อหามาตรการลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19มากยิ่งขึ้นซึ่งหนึ่งในนโยบายที่มีอยู่ในตอนนี้ก็คือการเคอร์ฟิวไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านตั้งแต่ช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี 4 และในเดือนเมษายนนี้

ประเทศไทยโดยปกติแล้วจะมีการจัดเทศกาลวันสงกรานต์ซึ่งเทศกาลนี้ประชาชนต่างก็จะพากันเดินทางออกจากกรุงเทพฯเพื่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัดและจะจัดงานสังสรรค์กันในครอบครัวโดยทางรัฐบาลได้ขอความร่วมมือพร้อมกับประกาศไม่ให้ประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัดโดยเด็ดขาดรวมถึงห้ามทุกจังหวัดทุกอำเภอและทุกตำบลมีการจัดงานสงกรานต์

โดยถ้าหากบ้านไหนต้องการจัดงานสงกรานต์ก็ให้จัดงานกันภายในบ้านที่อยู่อาศัยด้วยกันเองเท่านั้นห้ามเชิญชวนญาติพี่น้องจากที่อื่นมาร่วมจัดงานเลี้ยงด้วยเด็ดขาดหากอยากลดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ก็ให้ทำผ่านทางวีดีโอคอลได้รวมถึงหากใครอยากจะสืบสานประเพณีไทยก็ให้นำพระพุทธรูปที่อยู่ในบ้านมาทำการรดน้ำดำหัวพระพุทธรูปแทน

ซึ่งหลังจากที่มีประกาศออกไปก็ทำให้ประชาชนเริ่ม รับทราบแล้วว่าจะไม่สามารถมีการจัดงานสงกรานต์หรือจัดงานเทศกาลได้ และในวันนี้เองวันที่ 9 เมษายนปีพศ 2563 รัฐบาลได้มีการประกาศออกมาอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการงดการขายเหล้าเบียร์ให้กับประชาชนโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 ถึงวันที่ 20 เมษายนเป็นต้นไปซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลานานถึง 10 วันด้วยกันที่ประชาชนจะไม่สามารถซื้อเหล้าหรือเบียร์มารับประทานได้

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีหลายจังหวัดที่มีการประกาศออกมาห้ามจำหน่ายเหล้าเบียร์เนื่องจากว่าการที่ประชาชนซื้อเหล้าเบียร์ไปกินนั้นไม่ได้พิมพ์คนเดียวแต่มีการนั่งกินกับเพื่อนฝูงซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ดังนั้นหลายๆจังหวัดจึงได้มีการห้ามในการที่จะจำหน่ายสุราเหล้าเบียร์ต่างๆโดยทั้งนี้ที่กรุงเทพฯเองก็มีการประกาศการให้ไม่มีการจำหน่ายเป็นระยะเวลา 10 วัน

โดยอาศัยช่วงในวันสงกรานต์นี้ห้ามประชาชนดื่มเหล้าดื่มเบียร์แต่เมื่อมีการประกาศออกมาในวันที่ 9 เมษายนนี้เอง ทำให้ประชาชนต่างก็พากันเดินทางไปช้อปปิ้งที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตรวมถึงร้านค้าต่างๆเพื่อมีการกักตุนเหล้าเบียร์ไว้ทานในช่วง 10 วันที่ทางกรุงเทพฯ

จะไม่ให้ขายเหล้าหรือเบียร์ทำให้วันนี้เรียกได้ว่าข้างในกรุงเทพฯส่วนใหญ่เหล้าเบียร์ตรงชั้นวางขายของหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือเลยทีเดียว ซึ่งต้องมาดูกันว่าหลังจากที่มีการประกาศห้ามขายเหล้าและเบียร์นั้นจะมีคนฝากฝืนมากน้อยแค่ไหน 

 

ข่าวการจ้างวานฆ่ากำนันยูร

จากการสอบปากคำนายพสิษฐ์และนายธนาวุฒิผู้ต้องหาที่โดยจับกุมได้ให้การยอมรับว่าพวกตนได้ถูกว่าจ้างวานให้ฆ่ากำนันยูรจริงโดยในระหว่างปี2545และในปี2546ทั้งคู่นั้นก้ได้มีการที่จะหาจังหวะที่จะรอบสังหารกำนันยูรถึง4ครั้ง

แต่ก็ไม่สำเร็จจนกระทั่งครั้งที่5คือวันที่9มีนาคม ปี2546ขณะที่กำลังวางแผนรอบยิงกำนันยูร กำนันเป๊าะกับส่งคนมาบอกว่าไม่ต้องลงมือแล้วแผนการของทั้งคู่จึงหยุดลงแต่สุดท้ายกำนันยูรก็โดยฆ่าโดยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใครแม้สองผู้ต้องหาจะไม่ใช่ผู้ที่ลงมือในวันนั้นและยังไม่รู้ว่ามือปืนตัวจริงเป็นใครแต่จากคำสารภาพจากปากคำของทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นกุจแจดอกสำคัญที่โยงไปถึงตัวผู้บงการด้วยการซัดทอดว่า กำนันเป๊าะ เป็นผู้ที่จ้างวานฆ่ากำนันยูร

เมื่อได้หลักฐานและพยานในการนำไปสู่การออกหมายจับและหมายค้นบุกเข้าไปจับกุมตัวของ กำนันเป๊าะที่บ้านพักในข้อหาที่ร้ายแรงคือใช้การจ้างวานฆ่ากำนันยูรแต่ตำรวจต้องคว้าน้ำเหลวเนื่องจากไม่พบหลักฐานต้องลูกคดีซ้ำร้ายยังไม่พบร่องรอยของกำนันเป๊าะที่ได้มีการร่องหนหายไปก่อนน่านี้หลังจากที่ได้หลบหนีไปตั้งหลักเมื่อวันที่17เมษายน 2546กำนันเป๊าะ

ก็ติดต่อของมอบตัวและยื่นหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงถึง10ล้านบาทเพื่อแลกกับอิสระภาพชั่วคราวและยิ่งในตอนนั้น กำนันเป๊าะ มีสถานะเป็นถึงพ่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาทุกสายตาจึงต่างจับจงว่าครั้งนี้เขาจะรอดพ้นกระบวกการการยุติธรรมหรือไม่ในอิสระภาพชั่วคราวนี้ก็ไม่ได้ทำให้ขาหลบเลี่ยงกระบวนการการยุติธรรมไปได้กว่า2ปี

ที่เจ้าพ่อตะวันออกต้องก้าวขาเข้าออกห้องพิพากษาเป็นว่าเล่นเวลาทอดยาวไปจนกระทั่งวันหนึ่งจุกพลิกชะตาของเจ้าพ่อก็มาถึงระหว่างที่สู้คดีการจ่างวาลฆ่ากำนันยูรคดีเก่าที่ค้าไม้ที่เขาไม้แก้วก็เดินทางมาถึงวันพิพากษา 30มีนาคม 2546 ศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษาจำคุก5ปี4เดือน กำนันเป๊าะ ยื่นอุทธรณ์ 11พฤษภาคม 2547ศาลอุทธรณ์ยื่นยันพิพากษาศาลอุทธรณ์ชั้นต้นจำคุ5ปี4เดือนกำนันเป๊าะได้ยื่นฏีกาในช่วงนั้นคดีจ้างวานฆ่ากำนันยูร

ก็ถึงวันพิพากษาเช่นกัน21มิถุนายน 2547ศาลอาญาพิพากษาจำคุกำนันเป๊าะ25ปีและให้นับโทษต่อจากคดีทุจริตที่ดินทิ้งขยะเขาไม้แก้วเป็นจำคุก30ปี40เดือนกำนันเป๊าะยื่นอุทธรณ์สู้คดี12ตุลาคม2548ศาลอุทธรณ์พิพากษาตามศษลอุทธรณ์ชั้นต้น

กำนันเป๊าะได้ยื่นฏีกานาทีที่แท้จริงขิงกำนันเป๊าะเมื่อคดีที่ดินทุจริตที่ดินเขาไม้แก้วเดินทางมาถึงศาลฏีกาอันเป็นศาลสุดท้ายแล้ว24กุมภาพันธ์2549ศาลฏีกานัดอ่านคำพิพากษากำนันเป๊าะอ้างป่วยขอเลื่อนสุดท้ายก็หลบหนีศาลจึงออกหมายจับ

ข่าวแนวคิดยาบ้าราคา50สตางค์

ผู้อำนายการศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังได้บอกอีกว่าในตลอด20ปีที่ผ่านมาในส่วนของนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของประเทศไทยยังไม่ประสบผลสำเร็จ

ดังนั้นควรดำเนินนโยบายตามแนวทางของกลุ่มสหภาพยุโปรที่ได้มีการยกเลิกในการปราบปรามและเลือกที่จะอยู่กับยาเสพติดภายใต้ในการควบคุมไม่ให้นำเอาไปใช้ในทางที่ผิดหลังจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยปัญหาของยาเสพติดโลกที่กรุงนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่19ถึงวันที่21เมษายน ที่ผ่านมา

กระทรวงยุติธรรมของประเทศไทยได้มีแนวคิกที่จะแก้กฏหมายโดยที่จะถอนยาบ้าออกจากบันชีสารเสพติดร้ายแรงในประเภคที่1ให้เป็นสารเสพติดประเภคที่2 คือเป็นสารเสพติดทั่วไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับมอร์ฟีนและฝิ้นนอกจากนั้น

จึงได้มีแนวคิดที่จะผลิตยาบ้าจำหน่ายในราคาเม็ดละประมาณ50สตางค์เป้าหมายการทำรายเครือข่ายกระบวนการค้ายาเสพติดในตลาดมืดสอดสอดคล้องกับความเห็นของผู้อำนวยการศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ได้บอกว่ายาเสพติดรวมถึงสิ่งต่างๆที่ได้เป็นอันตรายต่อประชาชนควรอยู่ในการควบคุมของรัฐบาล ก่อนปี2539 สารกลุ่มแอมฟาตามีนได้ถูกจัดให้อยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ประเภค29ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตนและประสาทพุทธศักราช2518

มีประโยชน์ทางการแพทย์สามารถที่จะผลิตและนำเข้าโดยกระทรวงสาธารณสุขและจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรมทันตกรรมและสัตวแพทย ซึ่งเป็นผู้จ่ายยาให้แก่คนไข้ของตนไม่มีขายในตามร้านขายยาแต่หลังจากในปี2539 สารในกลุ่มนี้ก็ได้ถูกเรียกชื่อใหม่ว่ายาบ้าและถูกย้ายมาอยู่ในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพุทธศักราช2522 และได้ให้เป็นยาเสพติดรายแรงประเภคที่1 ที่ห้ามผลิตนำเข้าครอบครองหรือครอบครองเอาไว้เพื่อจัดจำหน่าย

ทำให้สารกลุ่มแอนฟาตามีนไม่สามารถที่จะนำเอามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้อีกต่อไป หลายฝ่ายก็ได้ตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ว่าในการแก้ไขทางกฏหมายจะกระทบตอการปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะเรื่องสินบนนําจับและรางวัลคดียาเสพติดที่เป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่หรือมไม่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน

และปราบปรามยาเสพติดบอกว่าขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างของการพิจารณาว่าจะยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนสินบนนำจำและรางวัลคดีของยาเสพติดเพื่อให้สอดคล้องกับสถาการระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัลยาเสพติดสำหรับคดียาบ้ากำเนิดว่าหากเจ้าหน้าที่จำกุมยาบ้าได้ไม่เกิดจำนวนประมาณ10เม็ดอัตราการจ่ายคือคดีละ360บาท

หากจับกุมได้11เม็ดถึง500เม็ดอัตราในการจ่ายคือเม็ดละ10บาทหากจับเกิน500เม็ดให้คำนวนจากสารบริสุทธิ์ของแอนฟาตามีนหรออนุพันธุ์ของแอนฟาตามีนในของกลางทั้งหมดออกมาเป็นอัตราในการจ่าย

 

สนับสนุโดย  entaplay