เคอร์ฟิวเป็นเหตุทำคนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตมาแล้วหลายราย

                   ตั้งแต่มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าเกิดขึ้นที่ประเทศไทยทำให้รัฐบาลต้องมีการออกมาประกาศเคอร์ฟิวเพื่อป้องกันการมั่วสุมของกลุ่มวัยรุ่นมีช่วงเวลากลางคืนโดยการกำหนดให้มีการกลับเข้าบ้านก่อนช่วงเวลา 22:00 น

ของทุกวันและจะสามารถออกนอกบ้านได้ตั้งแต่เวลา 04:00 นเป็นต้นไปซึ่งกันประกาศเคอร์ฟิวในครั้งนี้มีต่อเนื่องยาวนานมาหลายเดือนแล้วและนับตั้งแต่มีการประกาศให้มีคลอโรฟิลล์เกิดขึ้นทำให้หลายคนที่ต้องไปทำงานต่างก็ต้องรีบกลับมาบ้านให้ทันก่อนเวลา 10:00 น

ซึ่งบางครั้งทำให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านั้นบ้างก็แค่บาดเจ็บสาหัสแต่บ้างก็เสียชีวิตตรงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่ง มีบางคนที่ไม่สบายในช่วงเวลากลางคืนต้องการที่จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการแต่ก็เกรงการออกนอกบ้านแล้วจะเจอจับกุมในช่วงเวลาของเคอร์ฟิวทำให้หลายคนยอมที่จะไม่สบายและไปหาหมอในรุ่งเช้าแทนทำให้เราได้เห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยของเรากำลังมีการดำเนินชีวิตอย่างยากลำบากมากขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่าการควบคุมไม่ให้กลุ่มวัยรุ่นไปมั่วสุมกันช่วงเวลากลางคืนนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำแต่ก็ควรจะมีการอะลุ้มอะหล่วยสำหรับคนที่มีความจำเป็นที่จะต้องออกนอกบ้านจริงๆเช่นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหรือแม้แต่คนที่อาจจะต้องทำงานดึกแล้วกลับบ้านไม่ทันเพื่อจะได้ลดการเกิดอุบัติเหตุของประชาชนในช่วงนี้

เพราะถ้าหากเราติดตามข่าวสารมาก็พบว่าในทุกๆวันประชาชนมักจะมีการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากมีการขับรถเร็วและไม่สามารถควบคุมรถได้เพราะทุกคนต่างก็รีบเร่งที่จะกลับบ้านให้ทันช่วงเวลาเคอร์ฟิวเพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะต้องถูกจับกุมไปขังคุกซึ่งเสียเวลาประกันตัวออกมาอีกด้วย ซึ่งการประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้แม้แต่ดาราเองก็ยังขับรถประสบอุบัติเหตุเพราะต้องการรีบกลับบ้านให้ทันก่อนเคอร์ฟิวเช่นเดียวกันอย่างเช่นพริตตี้สาว ออฟฟี่ Maxim

ซึ่งเธอได้ออกมาโพสต์ในอินสตาแกรมส่วนตัวของตนเองว่าได้ประสบอุบัติเหตุรถชนกับขอบสะพานเนื่องจากว่าต้องรีบขับรถกลับบ้านก่อนที่จะมี เคอร์ฟิว  รายการประสบอุบัติเหตุของเธอในครั้งนี้เกิดขึ้นในคืนของวันที่ 28 เดือนเมษายนปี 2563

ที่ผ่านมาซึ่งตัวเธอเองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยส่วนลดของเธอนั้นอาการสาหัสไฟหน้าแตกและมีรอยขูดตรงขอบทางเป็นทางยาวซึ่งต้องเสียค่าซ่อมเป็นจำนวนหลายบาทเลยทีเดียวทั้งนี้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการประสบอุบัติเหตุเพราะต้องรีบกลับให้ทันก่อนช่วงเคอร์ฟิวนั้นหลายคนควรจะนำมาเป็นอุทาหรณ์ให้มีการเตรียมตัวออกจากที่ทำงานให้เร็วขึ้นจากเดิมเพื่อจะได้ลดความเสี่ยงในการที่จะเกิดอุบัติเหตุและลดความเสี่ยงที่จะกลับไม่ทันเวลาเคอร์ฟิว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 ดีไหม

ง้อเมียไม่สำเร็จกราดยิงคนในบ้านอดีตภรรยาจนได้รับบาดเจ็บ 

      มีเหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่ 3 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2563 ซึ่งเหตุการณ์กราดยิงในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาดึกแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นมีสาเหตุเนื่องมาจากมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งอายุประมาณ 44 ปีชื่อว่านายป้อม 

ก่อเหตุนำอาวุธปืนมากราดยิงที่บ้านของอดีตภรรยาเนื่องจากไม่สามารถง้อภรรยาให้กลับมาคืนดีได้โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้อันที่จริงแล้วในวันดังกล่าวนายป้อมได้เดินทางมาที่บ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเย็นแล้วแต่ไม่พบอดีตภรรยาซึ่งนายป้อมคิดว่าอดีตภรรยานั้น

อาจจะไปกับแฟนใหม่โดยนายป้อมเข้าใจว่าที่ภรรยาไม่ยอมคืนดีด้วยเพราะว่ามีแฟนใหม่เป็นผู้หญิงเนื่องจากว่ามักจะเห็นอดีตภรรยาของตนเองนั้นไปไหนมาไหนกับผู้หญิงซะเป็นส่วนใหญ่

จึงทำให้ ในตอนเย็นที่มาหาอดีตภรรยาแล้วไม่เจอนายป้อมได้มาเอะอะโวยวายจนเป็นเหตุให้พี่สาวของอดีตภรรยาได้มีการโทรตามเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาระงับเหตุซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นนายป้อมได้ถอยออกจากบ้านไปโดยทุกคนไม่คิดว่าหลังจากที่ผ่านไปแค่เพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาระงับเหตุกลับไปแล้วนั้นนายป้อมจะย้อนกลับมาทำร้ายคนในบ้านอีกครั้งซึ่งการกลับมาครั้งที่ 2 นี้ในป้อมได้นำอาวุธปืนมาด้วย

และได้มีการกราดยิงเข้ามาในบ้านจนทำให้กระสุนปืนไปถูกพี่สาวของอดีตภรรยาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับลูกชายของนายป้อมเป็นอย่างมากเพราะนายป้อมมีความตั้งใจที่จะใช้อาวุธปืนมายิงภรรยาให้ถึงแก่ความตายเนื่องจากลูกชายของนายป้อมได้เห็น Facebook ของนายป้อมว่าได้มีการไปยิงภรรยาที่บ้าน

แต่ยังไม่สะใจดีซึ่งหลังจากที่นายป้อมได้มีการ กราดยิงคนในบ้านของอดีตภรรยาเรียบร้อยแล้วก็ได้มีการขับรถกระบะหลบหนีไปซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการระดมกำลังไล่ล่าโดยเตรียมนายตำรวจจำนวนถึง 20 นายด้วยกันพยายามขับรถตามจนในที่สุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถตามนายป้อมให้มาดำเนินคดีได้

เนื่องจากว่าในระหว่างที่มีการขับรถหลบหนีนั้นนายป้อมได้ขับรถตกข้างทางประสบอุบัติเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวได้ อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ในครั้งนี้อดีตภรรยาของนายป้อมยืนยันว่าจะไม่กลับไปคืนดีกับนายป้อมแน่นอนเนื่องจากว่าตลอดเวลาที่คบหากันมา 25 ปีนายป้อมมักจะมีการทำร้ายร่างกายตนเองอยู่เป็นประจำและที่สำคัญ

และอดีตสามีได้มีการเลิกรากันไปนานถึง 10 ปีแล้วซึ่งหลังจากเลิกรากันไปตัวนายป้อมเองก็ไปมีผู้หญิงคนใหม่แต่ทุกครั้งที่มีการเลิกรากับผู้หญิงคนใหม่นายป้อมก็มักจะกลับมาหาอดีตภรรยาเพื่อนมาขอคืนดีแต่เมื่อไม่ยอมคืนดีด้วยก็มักจะโวยวายและขู่ทำร้ายคนในครอบครัวซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายป้อมทำดังนั้นทุกคนในครอบครัวยืนยันจะเอาเรื่องนายป้อมให้ถึงที่สุด

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88

คนไทยในเกาหลีใต้วอนรัฐบาลไทยพากลับบ้าน

คนไทยในเกาหลีใต้วอนรัฐบาลไทยพากลับบ้านตอนนี้ใกล้อดตายแล้วเพราะต้องคอยจ่ายเงินเลื่อนตั๋วเครื่องบินเพราะไทยปิดน่ายฟ้า

           มีรายงานข่าวเข้ามาเมื่อวันที่ 20 เดือนเมษายนพ.ศ 2563 ว่ามีคนไทยที่ไปทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการร้องเรียนผ่านสื่อทีวีช่อง 1 เข้ามาเกี่ยวกับการที่รัฐบาลไทยมีการประกาศปิดประเทศไม่ให้มีการเปิดน่านฟ้าไม่เปิดให้ต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงนี้เพราะต้องการที่จะมีการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าให้หายไปก่อน

ก่อนที่จะมีการเปิดจรไปมาระหว่างประเทศกันอีกครั้งหนึ่งซึ่งทางสำนักงานข่าวดังกล่าวที่ได้รับร้องเรียนจากคนไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนั้น

ได้นำคลิปวีดีโอของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่านางสาวเบญจวรรณเป็นคนจังหวัดตากและได้มีการเดินทางไปทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเธอได้มีการอัดคลิประบายถึงรัฐบาลของประเทศไทยว่าให้ช่วยประสานงานพาเธอและครอบครัวเธอรวมถึงคนไทยคนอื่นๆที่ยังอยู่ในเกาหลีใต้กับประเทศด้วยเนื่องจากว่าตอนนี้สถานการณ์ของทุกคนที่อยู่ในประเทศเกาหลีใต้นั้น

ค่อนข้างลำบากมากเนื่องจากในตอนแรกนั้นทุกคนตั้งใจว่าจะลาออกจากงานและเตรียมซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับประเทศแล้วแต่อยู่ดีๆทางรัฐบาลก็มีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ออกมาว่าห้ามมีการเดินทางระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยขอปิดประเทศงดสัญจรฐานทางด้านฟ้าทำให้พวกเขาที่พากันซื้อตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้วไม่สามารถที่จะนั่งเครื่องมาลงในประเทศไทย

ได้พวกเขาทำได้เพียงแค่มีการเลื่อนวันเดินทางกลับออกไปเรื่อยๆเท่านั้นเองซึ่งตั้งแต่ลาออกจากงานมาพวกเขาก็ใช้เงินที่มีอยู่ 100 ลงไปเรื่อยๆตอนนี้ปัญหาที่พบคือเงินเริ่มจะหมดแล้วและข้าวสารรวมถึงอาหารสดต่างๆก็ร่อยหรอลงทุกทีทำให้ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ได้แล้ว

จึงได้มีการขอประสานงานให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือพวกเขาให้กลับมาที่เมืองไทยให้ได้ในครั้งนี้ด้วยซึ่งเบื้องต้นนั้นมีการตรวจสอบคนไทยที่อยู่ในเกาหลีใต้แล้วว่ามีประมาณ 98 คนที่ยังคงอยู่ที่เกาหลีใต้และต้องการที่จะเดินทางกลับประเทศไทยอย่างแน่นอน

หลายคนได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่อยู่และขาดแคลนเงินดังนั้นส่วนใหญ่จึงต้องช่วยเหลือกันเองด้วยกันมาอยู่รวมๆกันในห้องเช่าและใช้ชีวิตไปวันๆมีกินมีใช้ก็ต้องแบ่งกันซึ่งค่าครองชีพที่เกาหลีใต้นั้นค่อนข้างแพงน้ำขวดนึงก็ต้อง 25 บาท

ซึ่งตอนนี้หลายคนเงินแทบจะไม่เหลือติดตัวแล้วดังนั้นถ้าหากรัฐบาลไม่ช่วยเหลือในช่วงนี้พวกเขาทั้งหมดต้องอดตายอย่างแน่นอนโดยเขายืนยันว่าหากทางรัฐบาลมีการช่วยให้เขากับประเทศไทยได้พวกเขายินดีจะทำทุกอย่างตามที่รัฐบาลต้องการเกี่ยวกับเรื่องของการกลับตัว

 

สนับสนุนโดย  bk8

สองพี่น้องถูกจับถูกซ้อมตาย1 อีก1 บาดเจ็บสาหัส

สองพี่น้องถูกจับข้อหายาเสพติดแต่ถูกซ้อมตาย1 อีก1 บาดเจ็บสาหัส

            เมื่อวันที่ 18 เมษายนปีพศ 2563   สำนักข่าวแห่งหนึ่งได้รับการบอกเล่าเรื่องราวจากชายคนหนึ่งที่ชื่อว่านายนิวัฒน์ซึ่งเขาเป็นชาวบ้านแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครพนมช่วยเขาได้เล่าว่าครอบครัวของเขามีฐานะยากจนโดยมีการปลูกบ้านเป็นเพลิงอยู่ตรงท้ายหมู่บ้านซึ่งเขามีลูกชาย 2 คนก็คือยุทธนาและณัฐพงษ์เพิ่งอยู่มาวันนึงอยู่ดีๆก็มีผู้ชายที่แต่งตัวคล้ายกับทหารขับรถกระบะเข้ามาภายในพื้นที่พักอาศัยของตนเองหลังจากนั้นก็พาตัวลูกชายของเขาขึ้นรถกระบะออกไปด้วย

ก็ไม่รู้ว่าลูกชายของเขาถูกนำตัวไปไว้ที่ไหนหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ข่าวว่าลูกชายของเขาคือนายยุทธนาตายแล้วซึ่งลักษณะของการตายนั้นมีร่องรอยของการถูกทำร้ายเนื่องจากว่ามีบาดแผลทั้งที่หน้าอกหางคิ้วแล้วสภาพบริเวณใบหน้าก็ยังมีร่องรอยการเขียวช้ำตาเหลือกค้างส่วนลูกชายอีกคนนึงก็คือณัฐพงษ์วันนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซึ่งมีอาการเดินทางที่ปอดและซี่โครงหัก 2 ซี่โดยลูกชายทั้งสองคนของเขาถูกใส่ที่แต่งตัวคล้ายทหารพาไปซ้อมจะตายและอีกคนนึงก็ยังบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย  เรื่องราวในครั้งนี้นายนิวัฒน์ได้บอกว่าเหตุการณ์ที่มีชายแต่งกายเหมือนกับทหารมาที่บ้านนั้นเกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำประมาณซัก 19:00 นของวันที่ 17 เดือนเมษายนปีพศ 2563

ซึ่งตอนนั้นตนเองไม่ได้อยู่บ้านแต่มีคนโทรเข้ามาบอกว่าลูกชายของเขาทั้งสองคนถูกใครก็ไม่รู้นำตัวขึ้นรถกระบะไปแล้วโดยตอนช่วงเวลานั้นตัวนายนิวัฒน์เองไปกินข้าวกับน้องชายของนายนิวัฒน์ที่แถวบริเวณท้ายท้องนาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุหลังจากรู้เรื่องก็รีบเดินมาที่บ้านทันทีพบว่าบ้านมีร่องรอยการถูกรื้อค้นแล้วพอโทรศัพท์ไปหาลูกก็ไม่มีคนรับสายโทรเข้าไปอีกก็ปรากฏว่ามีใครก็ไม่รู้รับสายแทนลูกชาย

โดยคนรับสายปลายทางบอกว่าพวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบเรื่องของยาเสพติดจึงได้นำตัวลูกชายไปเพื่อสอบสวนแต่ถ้าไม่มียาเสพติดไว้ในครอบครองก็จะมีการปล่อยตัวต่อมาประมาณสักช่วงเวลา 1:00 นก็มีเบอร์ของลูกชายโทรเข้ามาบอกให้ไปดูลูกชายอีกคนนึงตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลนายนิวัฒน์และภรรยาจึงได้เดินทางไปที่โรงพยาบาล

หลังจากนั้นก็มีคนที่แต่งตัวคล้ายกับทหารเดินเข้ามายกมือไหว้ขอโทษซึ่งตนก็ถามว่าลูกของเขาเป็นอะไร ลูกของเขาตายหรือยังซึ่งชายคนดังกล่าวก็บอกว่าตอนนี้หมอกำลังดูอาการให้อยู่แต่หลังจากที่เขาได้ไปดูสภาพลูกชายทั้งสองคนก็พบว่าลูกชายคนโตนั้นคุณหมอกำลังช่วยรักษาด้วยการพยายามปั๊มหัวใจแต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้

โดยลูกชายคนโตเขาเสียชีวิตส่วนคนเล็กยังไม่ตายแต่หลายคนที่แต่งตัวเหมือนอาหารไม่ยอมบอกว่าเอาลูกชายคนเล็กของเขาไปไว้ที่ไหน  นายนิวัฒน์บอกว่าลูกทั้งสองคนเคยมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดแต่ก็เลิกมานานแล้วซึ่งเมื่อนักข่าวสอบถามกับทางเพื่อนบ้านต่างก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าเคยมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดจริงแต่ทั้งคู่ได้เลิกยุ่งเกี่ยวแล้ว

และตอนนี้ทั้งคู่ก็เป็นเด็กดีช่วยเหลือพ่อแม่ทำนาซึ่งถ้าหากชายคนดังกล่าวเป็นทหารจริงก็ควรจะจับกุมไปสอบสวนดีๆไม่ควรจะซ้อมจนถึงขนาดต้องทำให้ถึงแก่ความตายขนาดนี้

คนขับรถเมล์สาย 140 ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจนเสียชีวิต

         มีข่าว ออกมาว่าคนขับรถเมล์สาย 140 เพิ่งเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าวิ่งรถเมล์สาย 140 นั้นจะเป็นการวิ่งจากแสมดำไปจนถึง แถวบริเวณย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิซึ่งเหตุการณ์ที่คนขับรถเมล์เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้น

  ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทาง Social ว่ามีคนขับรถเมล์คนนึงเป็นผู้หญิงขับรถเมล์สาย 140 เพิ่งเสียชีวิตไปและจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

ดังนั้นจึงได้มีการประกาศออกมาให้บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับหญิงสาวที่ขับรถเมล์คนดังกล่าวทำการกักตนเองเป็นระยะเวลา 14 วันรวมถึงไปทำการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าที่โรงพยาบาล  โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้นเนื่องจากว่าหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นคนขับรถเมล์ซึ่งจะมีผู้โดยสารที่ขึ้นรถเมล์จากแสมดำไปอนุสาวรีย์เป็นจำนวนมาก

โดยระหว่างที่มีการติดเชื้อนั้นน่าจะมีคนที่ได้รับความเสี่ยงในการได้รับเชื้อจากหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกันเพราะว่าหลายคนสงสัยว่าเหตุใดเมื่อทราบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสโคโรนาจึงไม่มีการออกมาประกาศให้คนอื่นได้ทราบเพื่อที่จะได้ป้องกันแต่กลับปิดบังเอาไว้ทำให้ตอนนี้ไม่ทราบว่าใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยง

นื่องจากรถเมล์คันที่หญิงสาวคนดังกล่าวขับนั้นเป็นรถเมล์ปรับอากาศดังนั้นใครก็ตามที่ขึ้นรถเมล์ในช่วงที่หญิงสาวมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ก็น่าจะมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากที่จะติดเชื้อไวรัส ซึ่งเมื่อเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทางผู้อำนวยการของ ขสมก. ก็ได้ออกมายอมรับว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง โดยเบื้องต้นเมื่อย้อนข้อมูลกลับไปแล้ว

พบว่าคนขับรถเมล์ดังกล่าวเริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 เดือนมีนาคมหลังจากนั้นวันที่ 3 เมษายนก็มีอาการไข้ขึ้นสูงโดยวัดไข้ได้ถึง 38 องศาเซลเซียสหลังจากนั้นจึงได้มีการไปตรวจวัดไข้หาเชื้อไวรัสโคโรน่าที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 4 เมษายน

และพบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสจึงเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลและเสียชีวิตในวันที่ 12 เมษายน ซึ่งหลังจากที่คนขับรถเมล์สาวเสียชีวิตลงทางขสมก.เองก็ได้มีการกับตัวพนักงานรวมทั้งสิ้น 18 คนที่มีความเกี่ยวข้องกับคนขับรถเมล์คนดังกล่าวเบื้องต้นพบว่ามีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในกลุ่มของพนักงานเก็บเงินบนรถเมล์ประมาณ 4 คนแล้ว

หลังจากนี้ยังต้องเฝ้าดูอาการคนอื่นๆอีกว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเพิ่มหรือไม่และยังต้องตามหาคนที่ขึ้นรถเมล์ 140 ในช่วงที่ผู้ป่วยยังไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสโคโรนานั่นก็คือตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมมาจนถึงวันที่ 4 เมษายน

อาจารย์เครียดกลัวติดเชื้อไวรัสโคโรนาจึงหนีไปผูกคอตาย

 ที่จังหวัดนครนายกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งความว่ามีคนพบศพชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากสาเหตุการผูกคอตายที่บ้านพักเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงพบกับผู้เสียชีวิตเป็นเพศชายมีข้อความเขียนไว้เกี่ยวกับสาเหตุการลาตายเอาไว้เรียบร้อยแล้วโดยใช้คนดังกล่าวตรวจสอบพบว่าเป็นครูสอนหนังสืออยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครนายก

ซึ่งในข้อความไลน์ระบุว่าตนเองกลัวที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรน่าและไม่อยากที่จะไปแพร่เชื้อให้กดคนในครอบครัวจึงได้ทำการฆ่าตัวตายดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบหลักฐานการตายเสร็จแล้วจึงได้นำศพของคุณครูคนดังกล่าวส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ตรวจสอบว่าคุณครูที่เสียชีวิตนี้ได้มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือไม่

และถ้าเกิดผลออกมาว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าก็จะมีการติดตามประสานงานให้บรรดาญาติๆของคุณครูท่านนี้ทำการกักตัวเป็นระยะเวลา 14 วันเพื่อตรวจสอบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่ากับคุณครูมาหรือไม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด 

      สำหรับเหตุการณ์ที่คุณครูผูกคอเสียชีวิตในครั้งนี้คุณครูมีการระบุไว้ว่าเนื่องจากกลัวว่าจะมีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นหากว่าเป็นความจริงก็เท่ากับว่าคุณครูตื่นตูมเกินกว่าเหตุเพราะจริงๆแล้วทางรัฐบาลเองก็ได้มีการประชาสัมพันธ์มาโดยตลอดว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นสามารถรักษาให้หายได้ซึ่งเราก็พบเห็นอยู่ตามข่าวสารที่มีการออกทุกวันถึงจำนวนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาระหว่างจำนวนคนที่หายกับกลุ่มคนที่ตายนั้นแตกต่างกันมากเพราะจริงๆแล้วคนที่ติดเชื้อและตายนั้นมีจำนวนน้อยมากในประเทศไท

ซึ่งถ้าจำไม่ผิดเพิ่งมีคนไปแค่เพียง 1 คนเท่านั้นเองดังนั้นสิ่งที่คุณครูคนนี้ทำเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านที่เขาไม่ได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับอาการของคนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าว่าจริงๆแล้วอาการของการติดเชื้อไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใดเพราะก็เหมือนกับการเป็นไข้หวัดเพียงแต่ถ้าเกิดว่าใครสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงเชื้อไวรัสจะไปทำลายอวัยวะภายในได้เร็วขึ้นเท่านั้นเองแต่หากใครสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็เท่ากับว่าคุณก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้เพราะฉะนั้นรัฐบาล

อาจจะต้องมีการออกมาให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไวรัสโคโรน่าเพื่อประชาชนจะได้ไม่ตื่นตูมและไม่เกิดเหตุเศร้าสลดเหมือนที่อาจารย์ที่จังหวัดนครนายกได้ทำอยู่ในขณะนี้ สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในขณะนี้สำหรับประเทศไทย

แล้วถือว่ามีความทวีความรุนแรงขึ้นมากนักแต่สำหรับในเรื่องของการรักษาแล้วประเทศไทยยังถือว่ายังสามารถควบคุมไม่ให้ประชากรของตนเองเสียชีวิตได้ค่อนข้างดีดังนั้นประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าให้มากเกินไปนัก

ลูกคลั่งยา ฆ่าแม่

 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น เป็นเหตุการณ์ที่ลูกชายหลอนยาเสพติดแล้วฆ่าแม่ โดยผู้ก่อเหตุชื่อว่านายไพบูรณ์ อายุ 49 ปี

ตกงานแล้วกลับมาอยู่บ้านกลับแม่ แล้วอยู่ๆเขาก็คลุ้มคลั่งใช้เสียมทุบหัวแม่ และใช้มีดแทงแม่ไปหลายแผล ซึ่งคุณ แม่คือยายป้อ อายุ 78 ปีซึ่งตอนที่ยายถูกลูกทำร้าย ยายไม่รู้ตัวเพราะนั่งหันหลังให้ ทำให้ยายเสียชีวิตคาที่ หลังจากที่นายไพบูรณ์ฆ่าแม่แล้วตำรวจก็สามารถตามจับตัวมาได้ทันทีโดยเบื้องต้นที่มีเหตุการณ์สลดใจเกิดขึ้นนี้ทางนักข่าวได้ไปยังบ้านที่เกิดเหตุ

ซึ่งนักข่าวได้ไปเจอกับลูกสาวคนโตของยายชื่อว่าคุณ ดวงฤดี  โดยทางคุณดวงฤดี เล่าให้นักข่าวฟังว่า น้องชายติดยามายี่สิบปี โดยนายไพบูรณ์ติดยามาตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ ซึ่งเมื่อก่อนนายไพบูรณ์มีอาชีพขับรถบรรทุก และหากตอนไหนที่เสพยาก็มักจะขู่ทำร้ายแม่ของตัวเอง ทำให้แม่เสียใจมาก และในวันที่เกิดเหตุนายไพบูรณ์หลอนยา

แล้วก็คิดว่าแม่จะฆ่าตัวเอง พอเห็นแม่นั่งหันหลังทำกับข้าวอยู่ก็เลยไปหยิบเสียมมาตีแม่ และหลังจากนั้นก็ใช้มีดแทงแม่ไปหลายแผล ซึ่งยายป้อได้พยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครได้ยิน จนยายตาย และเมื่อยายตายแล้ว นายไพบูรณ์ก็ได้เดินไปที่หน้าบ้านและตะโกนเรียกชาวบ้านให้มาดูว่าแม่ตายแล้ว โดยนางดวงฤดีบอกว่ารู้สึกเสียใจมากที่น้องชายฆ่าแม่แล้ว

ยังเรียกคนอื่นมาดูผลงานของตัวเองที่ฆ่าแม่ได้ ตนเองมาเห็นสภาพแม่นอนจมกองเลือดทำให้ทำใจยอมรับไม่ได้ ตำรวจมาจับน้องตนเองไปก็อยากให้ตำรวจพาน้องไปบำบัดยาด้วย เพราะยังไงก็เป็นพี่น้องกัน  และหลังจากที่ตำรวจจับตัวนายไพบูรณ์ไปแล้ว และนำตัวไปสอบสวนได้มีการสอบถามว่าฆ่าแม่ทำไม เจ้าตัวให้การว่า ตัวเขาเคยไปทำงานที่ประเทศคูเวตได้

ส่งเงินมาให้แม่ ห้าแสน หลังจากนั้นก็เดินทางกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งพอมาอยู่บ้านขอเงินแม่ใช้แม่ก็ไม่ยอมให้ ให้ไปขอสาวให้หน่อยแม่ก็ไม่ยอมไป โดยแม่อ้างว่าเงินที่นายไพบูรณ์ส่งมาให้นั้นเอาไปแต่เมียให้น้องหมดแล้ว เหลือเงินแค่ 300 บาททำให้นายไพบูรณ์เคืองเรื่องนี้มาตลอด วันเกิดเหตุสบโอกาสที่ตัวเองนั่งกินบะหมี่ต้มอยู่แล้วเห็นแม่นั่งอยู่ใกล้ๆจึงได้ลงมือ เพราะหากตัวเองไม่ลงมือ แม่ก็จะต้องลงมือฆ่าเขา ทำให้เขาต้องลงมือก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เตรียมดำเนินคดีกับนายไพบูรณ์ต่อไป

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  next88

ข่าวพนักงานร้านเซเว่นแอบกักตุนหน้ากากอนามัย

ข่าวพนักงานร้านเซเว่นแอบกักตุนหน้ากากอนามัย เอาออกมาขายเองในราคาแพง 

                อย่างที่ทราบดีกันอยู่ว่า ขณะนี้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ยากมากกว่าการหาซื้อทองเสียอีก ซึ่งหลายคนในประเทศไทยตอนนี้ไม่มีหน้ากากอนามัยใช้แล้ว ขนาดโรงพยาบาลยังขาดแคลนหน้ากากอนามัยจนต้องมีการออกมาประกาศของรับบริจาคหน้ากากอนามัยรวมถึงมีการเย็บหน้ากากอนามัยใช้กันเองแล้ว

แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่หากินกับความหวาดกลัวของคนที่กลัวว่าจะติดเชื้อไวรัส นำหน้ากากอนามัยมากักตุนเอาไว้แล้วนำออกมาขายในราคาที่แพงเกินจริงไปมาก อย่างข่าวที่กำลังโด่งดังในโลกออนไลน์ตอนนี้ก็คือ การที่พนักงานร้านเซเว่นคนหนึ่งได้มีการกักตุนหน้ากากอนามัยที่ทางร้านเซเว่นมีอยู่นำออกมาประกาศขายผ่านทางเฟสบุ๊กส่วนตัว

โดยจากเดิมที่ร้านเซเว่นขายราคา  39 บาทพนักงานคนดังกล่าวนำมาอัพราคาขายเป็น 99 บาท และจากราคขาย 129 บาทพนักงานคนดังกล่าวก็จะขายหน้ากากอนามัยอยู่ที่ราคา 329 บาททำให้คนในโลกโซเชียลต่างก็ไม่พอใจ เนื่องจากหลายคนพยายามหาซื้อหน้ากากอนามัยตามเซเว่นแต่ก็ไม่เคยมีขายจนมาพบว่ามีการกักตุนสินค้าจากพนักงานทำให้ในร้านเซเว่นหาซื้อหน้ากากอนามัยขายไม่ได้เลย

           ทั้งนี้ตอนนี้หน้ากากอนามัย ถือว่าเป็นสินค้าต้องห้ามที่ไม่ให้ขายโก่งราคา โดยมีการประกาศออกมาแล้วว่า หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม ซึ่งก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลเองก็ออกมาประกาศว่าจะมีการส่งหน้ากากอนามัยไปขายตามร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา และร้านที่มีธงฟ้าโดยจะควบคุมไม่ให้ขายเกินชิ้นละ 2.5 บาท

แต่เมื่อประชาชนเดินทางไปหาซื้อหน้ากากอนามัยจริงจริงกลับไม่พบว่าร้านค้าดังกล่าวมีสินค้าขาย หรือบางที่มีขายก็มีนิดหน่อยเท่านั้นไม่พอกับความต้องการของประชาชน และเมื่อมีการเช็คจากเฟสบุ๊กมักจะเห็นว่า มีคนที่สามารถหาหน้ากากอนามัยมาขายได้ โดยขายตกชิ้นละไม่ต่ำกว่า 13 บาท จนทำให้หลายคนเดือนร้อนเพราะหน้ากากอนามัยที่แพงจนเกินไป โดยส่วนใหญ่ไม่มีเงินที่จะซื้อ

เพราะด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังแย่อยู่ในขณะนี้ คนมีแต่จะตกงานมากขึ้น ดังนั้นหลายคนจึงไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถมาซื้อหน้ากากอนามัยที่มีราคาสูงมากแบบนี้  ซึ่งการกักตุนหน้ากากอนามัยเป็นการสร้างความเดือนร้อนให้กับผู้คนในสังคมกันเป็นจำนวนมาก โดยตอนนี้ข่าวเกี่ยวกับการกักตุนหน้ากากอนามัยแล้วนำออกมาจำหน่ายในราคาที่แพงค่อนข้างมีเยอะ ซึ่งตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามหาแหล่งต้นตอและกำลังขยายผลการจับกุม ส่วนกรณีของพนักงานเซเว่นคนนี้ ต้องรอดูกันว่าจะมีบทลงโทษจากบริษัท CPALL ออกมาเป็นอย่าไรบ้าง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19

การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยโดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต

        การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ไม่เพียงทำให้นักท่องเที่ยวในจีนที่เคยเดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตหายไปเกือบร้อยละ 80-90 % แต่ยังทำให้นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศในตอนนี้ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยและเปลี่ยนไปเที่ยวที่ประเทศอื่นแทน

เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในกลุ่มของประเทศที่มีการติดเชื้อและแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ในตอนนี้หลายหลายธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวกำลังเป็นอัมพาต  ซึ่งจากการที่นักข่าวได้ลงไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่ตอนนี้อย่างเช่นร้านอาการจะสังเกตได้ว่าโต๊ะและเก้าอี้ภายในร้านไม่มีคนมานั่งเลย

หลังจากนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ได้เดินทางมาเที่ยวซึ่งปกติทางร้านค้าจะต้องมีลูกทัวร์จากจีนเดินทางมากินอาหารทุกวัน ซึ่งนักข่าวได้ลงไปตรวจสอบร้านอาหารร้านหนึ่งโดยทางเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ไม่มีทัวร์มาลง ก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยซึ่งตอนนี้ก็ต้องแบ่งให้พนักงานที่ทำงานร้านอาหารต้องสลับกันมาทำงานที่ร้านและต้องรับเงินเดือนคนละครึ่งเดือน

ซึ่งพนักงานบางคนก็ต้องไปหาอาชีพเสริมทำ เช่น การทำงานก่อสร้างและร้านค้าก็ต้องมาเปิดขายส้มตำอยู่หน้าร้าน เพื่อนำเงินที่ขายส้มตำได้มาพยุงธุรกิจและดูแลพนักงาน เพื่อให้พนักงานได้มีงานทำได้นานที่สุด  ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะที่ร้านอาหารนี้เท่านั้น

บริษัททัวร์ต่างต่างก็พากันปิดกิจการลง

เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวและยังมีร้านค้าอื่นอื่นในหาดป่าตองต่างก็ออกมาบอกว่าธุรกิจที่ทำอยู่กำลังประสบกับปัญหาไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนเท่านั้นที่หายไป และนักท่องเที่ยวประเทศอื่นก็หายไปด้วยตลอดระยะเวลาสองเดือนมานี้นักท่องเที่ยวทยอยลดลงเรื่อยเรื่อย

ซึ่งสาเหตุก็มาจากปัญหาเรื่องของเชื้อไวรัสโควิด -19 เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรสโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวเลี่ยงที่จะไปเที่ยวที่อื่นแทน ซึ่งนอกจากผลกระทบกับร้านค้าแล้ว ร้านคาบาเร่โชว์ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอีกด้วย

และในตอนนี้สายการบินต่างต่าง ต่างก็พากันลดจำนวนเที่ยวบินที่จะนำนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ภูเก็ตลดลงเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมา ซึ่งในตอนนี้ผลกระทบกับการท่องเที่ยวเป็นแบบห่วงลูกโซ่ทุกคนและทุกอาชีพกระทบกันไปหมด

เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวทุกคนก็ไม่มีงานทำ ซึ่งผลกระทบเกี่ยวกับการท่องเที่ยวนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ตอนนี้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยต่างก็พากันพบปัญหาไม่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ จนกิจการต่างต่าง ต้องพากันปิดตัวลงซึ่งโรงแรมหลายที่ แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักเลย

ผีหลอกเด็ก 2 ขวบจนสลบ         

เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับการประสานงานให้เข้าไปช่วยเหลือ

เด็กน้อยคนหนึ่งมีอาการเป็นลมจนหมดสติ และเมื่อกู้ภัยเดินทางไปถึงก็พบว่าที่บ้านหลังที่มีคนแจ้งเหตุมีชาวบ้านมามุงดูกันอยู่เต็มไปหมดและพบพ่อและแม่ของเด็กที่เป็นลมหมดสติอยู่ในอาการขวัญเสียต่างก็พยายามเรียกชื่อหนูน้อยแต่เธอก็ไม่ฟื้น

และเมื่อกู้ภัยเข้าไปถึงตัวเด็กน้อยก็ได้พยายามช่วยกันปั้มหัวใจของเด็กน้อยแต่ก็ไม่มีทีท่าจะว่าจะฟื้นซึ่งชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างก็บอกให้พ่อของเด็กลองเอาธูปมาจุดพ่อขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูเผื่อจะช่วยเหลือได้ ซึ่งพ่อของเด็กหญิงก็ได้วิ่งเข้าไปในบ้านเอาธูปมาหนึ่งดอกแล้วจุดธูปยกมือขึ้นไหว้กลางแจ้งแล้วนำไปปักไว้ที่หน้าบ้าน

ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก เพราะเพียงแค่พ่อของเด็ดน้อยปักธูปเสร็จเด็กน้อยก็เริ่มรู้สึกตัวทันที ทางเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยและทางพ่อแม่ของเด็กนำตัวเด็กหญิงส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายอีกครั้ง

ซึ่งหลังจากที่ส่งตัวเด็กไปเรียบร้อยแล้วทางเพื่อนบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้เล่าเรื่องราวให้นักข่าวฟังว่า ครอบครัวของเด็กน้อยสองขวบนี้เพิ่มย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังดังกล่าวยังไม่ถึงสองเดือนดี วันนี้เขาเห็นเด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่หน้าบ้านอยู่คนเดียวส่วนพ่อกับแม่ของเด็กอยู่ในบ้าน อยู่อยู่ก็ได้ยินเสียงเด็กวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า มีคนแกล้งเขา เขาเจ็บ ซึ่งพ่อเขาก็ถามว่าใครแกล้ง

เพราะต่างก็ไม่มีใครเห็นว่าจะมีใครมาเล่นกับเด็กน้อยซึ่งตัวเองที่นั่งอยู่หน้าบ้านมองดูเด็กวิ่งเล่นก็เห็นเด็กเล่นอยู่คนเดียว แต่เด็กยืนยันกับพ่อว่ามีพี่มาแกล้ง ซึ่งหลังจากที่เด็กพูดจบประโยค เด็กน้อยก็เป็นลมล้มหมดสติทันที ซึ่งทุกคนต้องก็พากันช่วยเหลือทั้งหายาดมและเขย่าตัวเรียกแต่เด็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา

พวกตนจึงบอกให้พ่อของเด็กไปจุดธูปเพื่อขอขมาสิ่งศักดิ์เผื่อว่าจะมีอะไรที่ไม่พอใจเด็กและจะเอาเด็กไปอยู่ด้วย เพราะทุกคนต่างก็ได้ยินที่เด็กบอกพ่อว่ามีพี่มาแกล้ง ซึ่งชาวบ้านทุกคนเชื่อว่าเด็กคงจะเห็นวิญญาณของใครสักคน และมาแกล้งจนเด็กตกใจกลัวจึงเป็นลมหมดสติไป

ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ทางครอบครัวของเด็กอาจจะต้องมีการทำบุญให้กับผีเร่ร่อนแถวนี้เพื่อเป็นการของอภัย หรือไม่ก็ควรจะจัดงานทำบุญบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลของคนในครอบครัว